แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Aston Martin แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Aston Martin แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Aston Martin DB9 สมรรถนะดีหรือเปล่า?

Aston Martin DB9 รถคู่กาย James Bond 007 เป็นรถรุ่นสืบทอดต่อจาก DB7 ตัวอักษรย่อ DB ย่อมาจาก David Brown เจ้าของผู้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Aston Martin ส่วนเหตุผลที่ไม่ตั้งชื่อว่า DB8 เรียงตามตัวเลขต่อจาก DB7 ก็เพราะ ทาง Aston Martin กลัวว่าจะเป็นการสื่อสารให้กลุ่มลูกค้าเข้าใจผิดว่ารถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ V8 เพียงอย่างเดียว ทั้งที่มันมีเครื่องยนต์ V12 จึงตัดไปใช้ชื่อ DB9 แทนที่จะเป็น DB8 รถ Aston Martin ในตอนนี้ก็มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยแล้ว โดยขายที่ราคา 18,500,000 บาท ดูซิว่าราคาขนาดนี้มันให้อะไรกับเราบ้าง

รูปลักษณ์ภายนอก
Aston Martin DB9

ท้าย DB9
เป็นดีไซน์ที่ลงตัว ได้สัดส่วนที่สวยงาม ซึ่งก็เป็นสิ่งที่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ชื่นชม Aston Martin มาโดยตลอด งานดีไซน์มาจากมันสมองและสองมือของ Ian Cullum กับ Henrik Fisker ออกแบบโดยใช้พื้นฐานจากทฤษฎี Golden Ratio หรือเรียกอีกอย่างว่า Golden Section ซึ่งเป็นทฤษฎีที่มีต้นกำเนิดมายาวนานอย่างน้อย 2,400 ปี การสร้างวิหาร Parthenon ในยุคกรีกโบราณก็ใช้หลักการเดียวกัน แต่คนที่ให้คำจำกัดความของ Golden Ratio เป็นคนแรกก็คือ Euclid นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก ซึ่งต่อมาก็ได้แตกแขนงเป็นหลักคณิตศาสตร์แบบต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ทฤษฎีสามเหลี่ยม Pythagoras และยังเป็นทฤษฎีเดียวกันกับที่ใช้ในการวาดภาพ Monaliza ของ Leonardo da Vinci ซึ่งทฤษฎีนี้จะก่อให้เกิดสัดส่วนที่เหมาะสม หรือสัดส่วนทองคำนั่นเอง อธิบายมาจนตัวเองชักจะซาบซึ้งจนน้ำตาจะไหลแบบนี้ ก็เพื่อที่จะบอกว่าดีไซน์รูปทรงภายนอกของ Aston Martin DB9 มันมีที่มาที่ไปไม่ได้ทำขึ้นมาแบบลวกๆ นั่นเอง มิติตัวรถ กว้าง 2,061 มม. (รวมกระจกมองข้าง) ยาว 4,720 มม. (รวมแผ่นป้ายทะเบียนด้านหน้า) สูง 1,282 มม. ฐานล้อยาว 2,740 มม. น้ำหนักรถเปล่า 1,785 กิโลกรัม ด้านหน้าใช้ล้อขนาด 8.5j*20 นิ้ว จับคู่กับยาง Pirelli P Zero ขนาด 245/35 ZR20 ด้านหลังใช้ล้อขนาด 11j*20 นิ้ว จับคู่กับยาง Pirelli P Zero ขนาด 295/30 ZR20

ภายใน
ภายใน DB9
ดีไซน์ภายในหรูหราลงตัว อุปกรณ์ทุกชิ้นทำจากวัสดุชั้นดี เช่น พวงมาลัยและเบาะหุ้มหนังแท้ (ภายในมีวัสดุหุ้มหนังแท้หลายชิ้น เรียกว่าหุ้มหนังแท้แทบจะเต็มห้องโดยสารภายใน) คอนโซลหน้าทำจากกราไฟต์ ตกแต่งขอบตะเข็บและปุ่มใช้งานต่างๆ ด้วยสีเงิน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เป็นจุดเด่นก็คือเบาะนั่งบันทึกความจำในการปรับระดับ เครื่องปรับอากาศพร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ เซ็นเซอร์ช่วยจอด ระบบตรวจความดันลมยาง ระบบเครื่องเสียง 700 Watt ระดับ Premium ของ Aston Martin (สำหรับ option เสริมสามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบเครื่องเสียง 1,000 Watt ของ Bang&Olufsen ได้ แต่กับประเทศไทยไม่รู้ว่ามี option นี้ให้เลือกหรือเปล่า) ความรู้สึกในการนั่งรถคันนี้จะรู้สึกสบายกว่า Aston Martin V12 Vantage S เพราะรถคันนี้ออกแบบเพื่อเป็นรถ Grand Tourer จะลดอารมณ์สปอร์ตลงไปบ้าง เพื่อให้ขับทางไกลได้อย่างไม่เมื่อยล้า

สมรรถนะเครื่องยนต์และอัตราเร่ง
DB9 คันนี้ใช้เครื่องยนต์ AM11 V12 สูบ 5,935 ซีซี ให้แรงม้า 517 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 620 นิวตัน/เมตร ที่ 5,500 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 4.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 295 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (น่าจะเป็นการล็อคความเร็วจำกัดไว้เท่านี้เพราะดูจากตัวเลขสมรรถนะเครื่องยนต์แล้วน่าจะทำถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้) เครื่องยนต์ที่ปรับปรุงใหม่ตั้งแต่ปี 2013 นี้ทำสมรรถนะได้ดีขึ้นหลังจากได้รับคำวิจารณ์ว่าเครื่องยนต์เดิมนั้นสมรรถนะแย่เกินไป สู้ Porsche 911 รุ่นล่างๆ ก็ไม่ได้ เมื่อเทียบกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Bentley Continental GT ก็สู้ไม่ได้เช่นกัน จึงเกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์ตัวนี้ขึ้น ซึ่งก็ทำให้อัตราเร่ง และความเร็วสูงสุดเป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตามมันก็ทำสมรรถนะได้เพียงใกล้เคียงกับรถเครื่องยนต์ 8 สูบ อย่าง Bentley Continental GT V8S เท่านั้นเอง ทั้งๆที่เครื่องใหญ่กว่า แถมอัตราบริโภคน้ำมันก็กินอย่างดุเดือดถึง 15.67 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรหรือ 6.38 กิโลเมตรต่อลิตร โดยเฉลี่ย ก็นับว่าสมรรถนะดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้เรียกว่าดีในระดับสุดยอด

แฮนด์ลิ่ง การควบคุม ช่วงล่าง
ในรถรุ่นที่เก่ากว่าปี 2013 นั้นได้รับคำวิจารณ์ว่าช่วงล่างนิ่มย้วยเกินไป การบังคับควบคุมก็ทำได้แย่ พวงมาลัยเบาเกินไปและไม่แม่นยำ ได้รับการจัดลำดับแฮนด์ลิ่งในรถกลุ่มเดียวกันว่าเป็นรถที่มีสมรรถนะการควบคุมเป็นอันดับรั้งท้าย และหลังจากได้รับคำวิจารณ์นี้ Aston Martin DB9 ก็ได้ปรับปรุงส่วนนี้ในปี 2013 เป็นต้นมา ทำให้มีแฮนด์ลิ่งที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่เฉียบคมเท่า Aston Martin V12 Vantage S บุคลิกของพวงมาลัยก็ยังถือว่าไม่ให้ความหนักแน่นเหมือนกับรถสปอร์ตคันอื่นๆ ทั้งนี้ที่ไม่เซ็ตพวงมาลัยให้หนัก ก็เพราะต้องการให้ผู้ขับขี่ไม่เมื่อยล้าเมื่อต้องควบคุมพวงมาลัยเป็นเวลานานๆ นั่นเอง สำหรับรุ่นนี้จะคิดถึงการขับในชีวิตประจำวันมากกว่าในเรื่องของความสนุก และความสปอร์ต แต่โดยรวมเรื่องช่วงล่างและการควบคุม ถึงแม้จะปรับปรุงแล้ว ก็ยังมีคนวิจารณ์ว่ามันยังทำได้ไม่ลงตัวเท่ากับ Bentley Continental GT อยู่ดี แม้แต่การใช้งานในชีวิตประจำวันก็ยังสู้ Bentley Continental GT ไม่ได้อีกเช่นกัน ทั้งความสะดวกสบาย ความประหยัดน้ำมัน บุคลิกช่วงล่างและพวงมาลัย ก็นับว่ายังไม่ขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ซักที

สรุป
ข้อดีของรถคันนี้คือการออกแบบภายนอกและภายใน ที่ละเอียดปราณีต มีความสวยงาม สมรรถนะเครื่องยนต์และช่วงล่างปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ข้อเสียของมันก็คือสมรรถนะความเร็ว และแฮนด์ลิ่ง ยังสู้กับคู่แข่งในระดับเดียวกันไม่ได้ แถมเปลืองน้ำมันมากกว่าเมื่อเทียบกับสมรรถนะที่ได้กลับคืนมา หากจะคิดให้ดีๆ แล้วเป็นรถที่ใช้งานไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
Aston Martin DB9 ก็เหมือนกับรถทั่วไปที่มีอยู่สองด้านทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่โดยรวมแล้วมันก็ยังเป็นรถที่น่าปรารถนา และสร้างความประทับใจเมื่อแรกพบได้อย่างง่ายดาย ไม่แปลกใจเลยที่มันจะยังได้รับความนิยมจากสังคมไฮโซอย่างไม่เสื่อมคลาย

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Aston Martin V12 Vantage S กบออกนอกกะลา


Aston Martin V12 Vantage S
Aston Martin ค่ายรถสปอร์ตชื่อดังจากแดนผู้ดีประเทศอังกฤษ มีประวัติยาวนานเข้าร่วมการแข่งรถอยู่หลายรายการที่สำคัญที่สุดก็คือ การแข่งขัน Le Mans 24 hours ในด้านภาพลักษณ์ถือว่าเป็นรถหรูที่บรรดาเศรษฐีไฮโซเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ครอบครอง มีรถขึ้นหิ้งที่เป็นตำนานอยู่หลายรุ่น เช่น DB7 DB9 Vanquish เป็นต้น ทั้งยังเป็นรถที่นำไปแสดงในหนังเรื่องพยัคฆ์ร้า่ย 007 หรือ James Bond 007 แล้ว ยิ่งทำให้รถยี่ห้อนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อย่างไรก็ตามตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันยังไม่มีรถรุ่นใดที่สามารถเขย่าบรรลังผู้เป็นเจ้าตลาดแห่งวงการซูเปอร์คาร์อย่าง Ferrari ได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแนวคิดในด้านอนุรักษ์นิยมซึ่งไม่เคยคิดจะเปลี่ยนไปทำอะไรใหม่ๆเลย ใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางด้านวิศวกรรมแบบเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนน่าเบื่ออยู่หลายครั้ง ต้องยอมรับว่าค่ายนี้กว่าจะออกรุ่นใหม่ทีนานเป็นชาติพอเปลี่ยนรุ่นใหม่ก็ยังใช้เครื่องยนต์เดิมๆ สมรรถนะแบบเดิมๆ ไม่ค่อยพัฒนาขึ้นเท่าไหร่ แล้วค่อยมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทีละส่วนแต่ก็ไม่เคยปรับปรุงในส่วนของเครื่องยนต์ ทำให้สมรรถนะสู้ Ferrari ไม่ค่อยจะได้ และดูเหมือนทาง Aston Martin เองก็ไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่นัก เลยปูภาพลักษณ์ให้รถเป็น Grand Touring มากกว่าจะเป็นรถ Supercar ความเร็วสูง ต่างกับค่าย Mclaren เพื่อนร่วมชาติซึ่งตั้งเป้าแข่งกับ Ferrari โดยตรง
     แต่มาวันนี้ Aston Martin มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ขุมกำลังใหม่ ที่นำมายัดใส่ตัวถังไซส์กะทัดรัดพื้นฐาน platform มาจาก รุ่น V8 Vantage โดย Aston Martin ตั้งชื่อรถรุ่นนี้ว่า Aston Martin V12 Vantage S ซึ่งรถรุ่นนี้น่าจะเป็นคันเดียวที่สามารถทำสมรรถนะพอที่จะกดดัน Ferrari ได้ (ไม่นับ Aston Martin One77) โดย Aston Martin V12 Vantage S เป็นรถเครื่องยนต์วางกลาง ขับเคลื่อนล้อหลัง ใช้เครื่องยนต์ V12 6.0 ลิตร QuadOverHeadCamshaft 48 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 565 แรงม้า ที่ 6,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 620 นิวตัน-เมตร ที่ 5,750 รอบต่อนาที สามารถพารถที่มีน้ำหนัก 1,665 กิโลกรัมคันนี้ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.7-3.9 วินาที มีความเร็วสูงสุดถึง 330 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มากยิ่งกว่า Ferrari F458 Italia (325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) มีอัตราการบริโภคน้ำมันที่น่าสยดสยองถึง 1.77 กิโลเมตรต่อลิตร ถ้าหากขับแบบนักแข่ง F1 แต่ถ้าขับแบบชาวบ้านธรรมดาสามัญก็จะประหยัดถึง 5.8 กิโลเมตรต่อลิตรซึ่งก็ถือว่าดีแล้วกับเครื่องยนต์ V12 6.0 ลิตร ที่มีพละกำลังถึงขนาดนี้ ซึ่ง Aston Martin V12 Vantage S มีความจุถังน้ำมัน 80 ลิตร หมายความว่าถ้าคุณเติมน้ำมันเต็มถังจะสามารถวิ่งไปได้ 141.6 กิโลเมตรถ้าวิ่งแบบตีนผี และ 464 กิโลเมตรถ้าขับแบบคนปกติ
     สรุปแล้วรุ่นนี้ถือว่าทำสมรรถนะได้น่าประทับใจขึ้น และลูกค้ากลุ่มนี้คงไม่สนเรื่องอัตราการบริโภคน้ำมันอยู่แล้ว ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ Aston Martin ใช้ Ferrari เป็นเป้าหมายที่จะพุ่งชนซะที รถรุ่นนี้ Aston Martin V12 Vantage S ฉีกภาพลักษณ์ของรถทุกรุ่นของ Aston Martin ถือได้ว่าเป็นกบอยู่ในกะลามานานเดี๋ยวนี้เป็นกบออกนอกกะลาซะที

ตัวอักษร VantageS ที่ฝากระโปรงท้าย