รูปลักษณ์ภายนอก
| Land Rover Freelander 2 |
| ท้าย Freelander 2 |
ภายใน
| ภายใน Freelander 2 |
สมรรถนะเครื่องยนต์และอัตราเร่ง
เครื่องยนต์ Duratorq 2.2 ลิตร SD4 ดีเซล ให้พละกำลัง 190 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิด 420 นิวตัน/เมตร ที่ 1,750 รอบต่อนาที คล้ายกับที่ใช้ใน Evoque เครื่องยนต์ตัวนี้ส่ง Freelander 2 ที่มีน้ำหนัก 1,805 กิโลกรัม เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 9.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 14.29 กิโลเมตรต่อลิตร ถังน้ำมันความจุ 68 ลิตร ก็เพียงพอให้รถขับไปได้ไกล 971.72 กิโลเมตร อัตราการปล่อยไอเสียของรถคันนี้อยู่ที่ 185 กรัมต่อกิโลเมตร ถือว่าสมรรถนะดี อัตราประหยัดน้ำมันก็น่าพอใจ Freelander 1 เทียบไม่ติดเลย ถึงแม้มันจะช้าและเปลืองกว่า Evoque ก็ตาม แต่มันก็สมเหตุสมผลอยู่เพราะใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกันแต่ Freelander 2 น้ำหนักมากกว่า แต่การตอบสนองของคันเร่งและเกียร์ก็ดีและลื่นไหลพอๆ กับ Evoque ไม่เหมือนตอนอยู่กับค่าย BMW ที่ Freelander 1 ทั้งเกียร์และคันเร่งตอบสนองได้ห่วยแตก เรียกว่ารุ่นปัจจุบันต่างกับรุ่นก่อนหน้านี้ราวกับเทวทูตเทียบกับสัมภเวสีชั้นต่ำ
ช่วงล่าง ระบบรองรับ
นับเป็นจุดเด่นของรถคันนี้เลยก็ว่าได้ บอกได้เลยว่ามันลงตัวกว่า BMW X3 ช่วงล่างนิ่งสนิทไม่ว่าจะวิ่งแบบ on หรือ off road การเกาะถนนในการขับบนไฮเวย์ก็ทำได้ดีสามารถเข้าโค้งยาวๆ ด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างมั่นใจ แต่ยังไม่ตัวเบาพริ้วไหวเท่า Evoque ยิ่งไปวิ่ง off road ด้วยแล้วมันสามารถทุบ BMW X3 เละเป็นขี้ได้เลย เพราะเมื่อปรับโหมด off road วิ่งในทางทุรกันดารตามโขดหินหรือป่าเขาแล้ว มันสามารถแล่นไปได้อย่างชิลๆ เมื่อเจอลูกระนาด หรือก้อนหินก้อนเป้งๆ บนถนนลูกรัง มันก็ยังวิ่งผ่านได้แบบนิ่งๆ ไม่สะทกสะท้านเลย เรียกว่าขับ off road ได้เยี่ยมยิ่งกว่า Evoque ที่ปรับโหมด Terrain Response ขับแบบ off road แล้วยังมีกระเด้งอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังนับว่าน้อยมาก ซึ่งช่วงล่างสำหรับการขับ off road มันค่อนข้างจะปรับให้ลงตัวได้ยากกว่าขับถนนปกติ เพราะถ้าปรับผิดมันก็ส่งผลให้รู้สึกได้อย่างชัดเจน หากนิ่มไปมันก็เต้นย้วย หากกระด้างไปมันก็กระแทกกระทั้นจนกระเด้งได้ ตัวอย่างการปรับช่วงล่างที่ลงตัวสำหรับการขับ off road ก็คือ Freelander 2 คันนี้แหละ ที่ปรับจนไม่มีอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นเลยไม่ว่าเส้นทางจะอุบาทว์อัปรีย์แค่ไหน ก็ไม่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อรถคันนี้เลย ระบบ Terrain Response ปรับการกระจายแรงบิดให้เหมาะสมกับสภาพพื้นถนน มีให้เลือก 3 แบบ Gravel ใช้ลุยไปบนกรวด Mud ใช้ลุยโคลน Sand ใช้ลุยทราย รู้สึกว่าโหมด Gravel จะขับได้มันส์สะใจที่สุดเมื่อขับบนถนนลูกรังแถบชนบท ช่วงโอเวอร์แฮงค์หน้าสั้นช่วยในการขับขึ้นลงเนินได้ง่าย มองเห็นสิ่งกีดขวางบนพื้นถนนใกล้ท้องรถได้ดี พวงมาลัยรู้สึกเบาเล็กน้อยแต่ไม่ทำให้รู้สึกเสียความมั่นใจยามใช้ความเร็วสูง
สรุป
ขับถนนลาดยางมะตอยได้ดีแต่ก็ยังไม่เท่า Evoque แต่ก็ชดเชยด้วยสมรรถนะการขับ Off Road ที่เหนือกว่า น่าเสียดายที่มันมีราคาแพงเกินไป ซึ่งในระดับราคาเดียวกันมีตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่ารออยู่มากมาย
แก้ไขปัญหาระบบไฟฟ้าใน Freelander 2: Land Rover Freelander 2 Wiring Diagram