แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Land Rover แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Land Rover แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Land Rover Freelander 2 เจ้าฮิปโปจอมลุย

Land Rover Freelander ออกวางขายมา 2 รุ่นแล้ว รุ่นแรกรู้สึกจะยังไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่ารถ Land Rover ทุกรุ่น ทำให้คนที่อยากได้รถยี่ห้อนี้ แต่ไม่มีปัญญาซื้อรุ่นที่แพงกว่า ก็หันมาซื้อรถรุ่นนี้กันบ้าง เพราะในตอนนั้น Freelander 1 มีราคาเริ่มต้นที่ 2.12 ล้านบาทเท่านั้น เพราะรุ่นนั้นมีผลิตโรงงานที่ระยองด้วย และตอนนั้น Land Rover ยังอยู่ในเครือ BMW อยู่ เห็นได้ชัดว่า Land Rover ต้องการให้รถรุ่นนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงตลาดระดับ Mass มากขึ้น (เฉพาะประเทศไทย) แต่กับรุ่นนั้นมันก็ยังมีอะไรไม่ลงตัวมากมาย ทั้งสมรรถนะที่ด้อยกว่า และเปลืองน้ำมันกว่ารถในระดับราคาเดียวกัน อาการเบรกหัวทิ่ม และกระตุกเวลาถอนคันเร่ง รู้สึกว่า Land Rover เมื่ออยู่กับทั้ง Ford กับ BMW จะไม่ค่อยรุ่งเลย ทั้งคู่ได้แต่กอบโกยผลประโยชน์โดยอาศัย Land Rover ทำงานหนักให้ โดยสิ่งที่ Land Rover ได้มีเพียงเครื่องยนต์กากๆ ที่ BMW มอบให้ ถึงมันจะดีกว่าเครื่องยนต์ของ Land Rover เองก็เถอะ แต่เครื่องยนต์ M47R ดีเซล 2.0 ลิตร ที่ BMW ทำให้กับ Land Rover ไม่ได้นับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด เห็นได้จากการที่ BMW ไม่เคยนำเครื่องยนต์ตัวนี้ไปใช้กับ SUV ของตัวเองเลย แต่กลับใช้เครื่อง M47TUD20 และ M47TU2D20 กับ BMW X3 แทน จนปัจจุบัน BMW X3 ไปใช้เครื่อง N47 แล้ว นั่นแหละเครื่องที่ดีที่สุดมันต้องกั๊กไว้ให้ SUV ของ BMW เท่านั้น ซึ่งก็เป็นธรรมดาของวงจรธุรกิจ ใครมันจะอยากให้รถบริษัทลูกมาแข่งกันเองกับรถในบริษัทแม่ ก็ดีแล้วที่แยกทางกันซะได้แล้วออกรุ่น Freelander 2 มาตั้งแต่ปี 2006 โดยเจ้าของในตอนนั้นคือ Ford แล้วเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ Duratorq 2.2 ลิตร ก็นับว่าขจัดจุดอ่อนของ Freelander รุ่นเดิมไปจนหมดสิ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่สำหรับภาพรวมของรถ Land Rover ต่อมา Ford จึงได้ขายให้กับ Tata Motors ของ India ในปี 2008 ซึ่งหลังจากมาอยู่กับ Tata แล้วรู้สึกอะไรๆ มันจะดีขึ้น สำหรับ Freelander 2 คันนี้ถึงแม้จะย้ายไปอยู่ Tata ก็ยังใช้ Platform และเครื่องยนต์จาก Ford อยู่เพราะ ตามสัญญา Tata มีสิทธิ์ใช้เครื่องยนต์ของ Ford ไปจนถึงปี 2019 และที่จะพูดถึงต่อจากนี้ก็คือ Land Rover Freelander 2 SD4 HSE ราคา 3,999,000 บาท เริ่มจาก
รูปลักษณ์ภายนอก
Land Rover Freelander 2
ท้าย Freelander 2
สร้างขึ้นจากพื้นฐานของ Ford EUCD Platform รถที่ใช้ Platform นี้ร่วมกันได้แก่ Ford Mondeo, Volvo XC60, Volvo S80, Jaguar X-Type และญาติสนิท Range Rover Evoque นั่นเอง แต่ Evoque ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง Platform ของ Ford ไปถึง 90% สำหรับ Freelander 2 มีมิติตัวถัง ยาว*กว้าง (พับกระจก)*สูง เท่ากับ 4,500*2,005*1,740 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,660 มิลลิเมตร อ็อปชั่นภายนอกก็มี กระจกกรองแสง ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ไฟโปรเจกเตอร์ ไฟส่องสว่างอัตโสมัติ ปัดน้ำฝนกระจกหน้าอัตโนมัติ ระบบควบคุมระยะการจอด หน้า-หลัง ล้อแม็ก 18 นิ้ว ดีไซน์ภายนอกออกแนวสมบุกสมบันมากกว่า Evoque แต่ก็ไม่ถึงกับลุยเต็มขั้นแบบ Land Rover Defender คือขับชิลๆ ในเมืองก็ยังมีความหรูความสำอางค์ให้เห็นอยู่ระดับหนึ่ง

ภายใน
ภายใน Freelander 2
ตกแต่งด้วยคุณภาพวัสดุที่อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ปุ่มใช้งานบางอย่างดูค่อนข้างจะรกหูรกตาไปหน่อย เบาะนั่งนั่งสบายดี เข้า-ออก ห้องโดยสารได้อย่างสะดวก มีความโอ่โถงโปร่งสบาย ต่างจาก Freelander 1 ที่จะดูอึมครึมอึดอัด เรียกว่าออกแบบภายในได้ดีกว่ารุ่นเดิมมาก อ็อปชั่นภายในที่น่าสนใจได้แก่ กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ เบาะคนขับปรับสูงต่ำได้ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังปรับระดับได้ ระบบนำทาง แอร์อัตโนมัติพร้อมระบบกรองอากาศ แอร์ที่นั่งแถวหลัง กระจกนิรภัย เบาะหลังพับได้ ระบบ Cruise Control

สมรรถนะเครื่องยนต์และอัตราเร่ง
เครื่องยนต์ Duratorq 2.2 ลิตร SD4 ดีเซล ให้พละกำลัง 190 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิด 420 นิวตัน/เมตร ที่ 1,750 รอบต่อนาที คล้ายกับที่ใช้ใน Evoque เครื่องยนต์ตัวนี้ส่ง Freelander 2 ที่มีน้ำหนัก 1,805 กิโลกรัม เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 9.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 14.29 กิโลเมตรต่อลิตร ถังน้ำมันความจุ 68 ลิตร ก็เพียงพอให้รถขับไปได้ไกล 971.72 กิโลเมตร อัตราการปล่อยไอเสียของรถคันนี้อยู่ที่ 185 กรัมต่อกิโลเมตร ถือว่าสมรรถนะดี อัตราประหยัดน้ำมันก็น่าพอใจ Freelander 1 เทียบไม่ติดเลย ถึงแม้มันจะช้าและเปลืองกว่า Evoque ก็ตาม แต่มันก็สมเหตุสมผลอยู่เพราะใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกันแต่ Freelander 2 น้ำหนักมากกว่า แต่การตอบสนองของคันเร่งและเกียร์ก็ดีและลื่นไหลพอๆ กับ Evoque ไม่เหมือนตอนอยู่กับค่าย BMW ที่ Freelander 1 ทั้งเกียร์และคันเร่งตอบสนองได้ห่วยแตก เรียกว่ารุ่นปัจจุบันต่างกับรุ่นก่อนหน้านี้ราวกับเทวทูตเทียบกับสัมภเวสีชั้นต่ำ

ช่วงล่าง ระบบรองรับ
นับเป็นจุดเด่นของรถคันนี้เลยก็ว่าได้ บอกได้เลยว่ามันลงตัวกว่า BMW X3  ช่วงล่างนิ่งสนิทไม่ว่าจะวิ่งแบบ on หรือ off road การเกาะถนนในการขับบนไฮเวย์ก็ทำได้ดีสามารถเข้าโค้งยาวๆ ด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างมั่นใจ แต่ยังไม่ตัวเบาพริ้วไหวเท่า Evoque ยิ่งไปวิ่ง off road ด้วยแล้วมันสามารถทุบ BMW X3 เละเป็นขี้ได้เลย เพราะเมื่อปรับโหมด off road วิ่งในทางทุรกันดารตามโขดหินหรือป่าเขาแล้ว มันสามารถแล่นไปได้อย่างชิลๆ เมื่อเจอลูกระนาด หรือก้อนหินก้อนเป้งๆ บนถนนลูกรัง มันก็ยังวิ่งผ่านได้แบบนิ่งๆ ไม่สะทกสะท้านเลย เรียกว่าขับ off road ได้เยี่ยมยิ่งกว่า Evoque ที่ปรับโหมด Terrain Response ขับแบบ off road แล้วยังมีกระเด้งอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังนับว่าน้อยมาก ซึ่งช่วงล่างสำหรับการขับ off road มันค่อนข้างจะปรับให้ลงตัวได้ยากกว่าขับถนนปกติ เพราะถ้าปรับผิดมันก็ส่งผลให้รู้สึกได้อย่างชัดเจน หากนิ่มไปมันก็เต้นย้วย หากกระด้างไปมันก็กระแทกกระทั้นจนกระเด้งได้ ตัวอย่างการปรับช่วงล่างที่ลงตัวสำหรับการขับ off road ก็คือ Freelander 2 คันนี้แหละ ที่ปรับจนไม่มีอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นเลยไม่ว่าเส้นทางจะอุบาทว์อัปรีย์แค่ไหน ก็ไม่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อรถคันนี้เลย ระบบ Terrain Response ปรับการกระจายแรงบิดให้เหมาะสมกับสภาพพื้นถนน มีให้เลือก 3 แบบ Gravel ใช้ลุยไปบนกรวด Mud ใช้ลุยโคลน Sand ใช้ลุยทราย รู้สึกว่าโหมด Gravel จะขับได้มันส์สะใจที่สุดเมื่อขับบนถนนลูกรังแถบชนบท ช่วงโอเวอร์แฮงค์หน้าสั้นช่วยในการขับขึ้นลงเนินได้ง่าย มองเห็นสิ่งกีดขวางบนพื้นถนนใกล้ท้องรถได้ดี พวงมาลัยรู้สึกเบาเล็กน้อยแต่ไม่ทำให้รู้สึกเสียความมั่นใจยามใช้ความเร็วสูง

สรุป
ขับถนนลาดยางมะตอยได้ดีแต่ก็ยังไม่เท่า Evoque แต่ก็ชดเชยด้วยสมรรถนะการขับ Off Road ที่เหนือกว่า น่าเสียดายที่มันมีราคาแพงเกินไป ซึ่งในระดับราคาเดียวกันมีตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่ารออยู่มากมาย

แก้ไขปัญหาระบบไฟฟ้าใน Freelander 2: Land Rover Freelander 2 Wiring Diagram

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิว Land Rover Range Rover Evoque SD4 2.2 Pure 5DR.

Range Rover Evoque ออกวางตลาดมานานหลายปีแล้ว สมรรถนะอาจจะโดน SUV รุ่นใหม่ๆ อย่าง Porsche Macan กับ BMW X4 แซงหน้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะ ราคาของ Evoque ในไทยถูกกว่ารถเหล่านั้นเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Evoque จะแพ้รถรุ่นใหม่ๆ อย่างขาดลอย มันยังมีสมรรถนะที่ดี และการใช้งานจริงก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพด้อยกว่ารถที่มีราคาแพงกว่าเลย โดย Evoque รุ่น Pure ราคา 4,099,000 บาท มีรายละเอียดดังนี้

รูปลักษณ์ภายนอก
Range Rover Evoque

ด้านท้าย Evoque
มีรูปลักษณ์ รูปทรง ที่ดูหรูหราสวยงาม ออกแบบโดย Victoria Beckham หลังคาลาดเอียงไปทางด้านหลัง กระจกมองข้างใหญ่พอสมควร ดวงไฟคูหน้าและกระจังหน้าออกแบบได้อ่อนช้อยงดงาม แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความเคร่งขรึม มิติตัวรถ ยาว*กว้าง*สูง เท่ากับ 4,355*1,965*1,635 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,660 มิลลิเมตร ใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว คู่กับยางขนาด 225/65 R17 ตัวถังภายนอกถูกออกแบบให้ลู่ลม โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd เท่ากับ 0.35 ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ดีสำหรับรถประเภท SUV

ภายใน
ออกแบบได้อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ พื้นที่ใช้สอยจัดสรรได้อย่างลงตัว ทัศนะวิสัยด้านหน้าชัดเจนดี แต่ด้านหลังที่มีพื้นที่กระจกค่อนข้างเล็กและแคบอาจจะส่งผลต่อการมองเห็นนิดหน่อย พื้นที่สำหรับผู้โดยสารด้านหลังมีให้ใช้อย่างพอเพียงถึงแม้จะออกแบบหลังคาให้ลาดเอียงไปทางด้านหลังแต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เหนือศีรษะมากนัก ถ้าคนนั่งมีสรีระที่ไม่สูงมาก พื้นที่วางขามีให้อย่างพอเพียง พื้นที่สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและคนขับมีให้ใช้อย่างเหลือเฟือ เบาะนั่งโอบกระชับให้สัมผัสที่รู้สึกได้ถึงความหรู คอนโซลหน้าตกแต่งได้อย่างปราณีต วัสดุที่ใช้มีคุณภาพดี เรียกว่าคุณภาพวัสดุและความพิถีพิถันในการตกแต่งทำได้ดีกว่า SUV จากเยอรมัน แน่นอนขึ้นชื่อว่ารถที่ออกแบบโดยเจ้าแม่แฟชั่นอย่าง Victoria Beckham มันต้องทำได้อย่างนี้ การเก็บเสียงในห้องโดยสารที่ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีเสียง 65 เดซิเบล ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจหากเทียบกับขนาดตัวถัง ขนาดเครื่องยนต์ ขนาดล้อและยางที่ใช้ และแรงเสียดทานที่ได้รับ แต่สิ่งที่รู้สึกขัดใจเห็นจะเป็นที่เปลี่ยนเกียร์แบบปุ่มหมุน ที่สิ่งนี้มันควรไปอยู่บนตู้อบไมโครเวฟหรือเครื่องเสียงดีกว่าที่จะมาอยู่ในตำแหน่งเปลี่ยนเกียร์
ปุ่มเปลี่ยนเกียร์
สมรรถนะเครื่องยนต์และอัตราเร่ง
เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.2 ลิตร ดีเซลเทอร์โบ ที่สร้างแรงม้า 190 แรงม้า แรงบิด 420 นิวตัน-เมตร อาจจะดูตัวเลขไม่ค่อยหวือหวา ดูผิวเผินตัวเลขแค่นี้มันอยู่ในระดับเดียวกับรถกระบะอย่าง Nissan Navara NP-300 แค่นั้น แต่ด้วยพื้นฐานวิศวะกรรมที่ล้ำหน้ากว่าทำให้รถน้ำหนัก 1,715 กิโลกรัม ขับเคลื่อนสี่ล้อคันนี้ทำสมรรถนะอัตราเร่งได้เหนือกว่ารถที่มี 190 แรงม้าทั่วๆไป โดยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ 8.5 วินาที ความเร็วสูงสุดที่มาตรวัดทำได้ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

0-100 km/h and 1,000m. acceleration

ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม.
อัตราเร่งยืดหยุ่นก็ทำได้ดีที่ความเร็ว 60-100 ทำได้ 6.2 วินาที 80-120 ทำได้ 8.1 วินาที การเร่งความเร็วจาก 0-160 ทำได้ 28.1 วินาที 0-180 ทำได้ 40.1 วินาที ถ้าถามว่าตัวเลขแบบนี้จะอยู่ในระดับไหน ก็บอกได้ว่าเป็นตัวเลขที่ทำได้ดีกว่า BMW X1 sDrive18i ที่ทำตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ 11.5 วินาที 80-120 ได้ 8.7 วินาที 0-160 ได้ 33.5 วินาที
ส่วนการวิ่งทางตรงระยะ 1,000 เมตรหรือ 1 กิโลเมตร Range Rover Evoque เข้าเส้นชัยภายใน 30.2 วินาที โดยความเร็วจบที่ 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
อัตราเร่ง 0-160 กม./ชม.
อัตราเร่ง 0-180 กม./ชม.
นับว่าเป็นตัวเลขสมรรถนะที่ดี ในความรู้สึกการขับขี่อาจจะไม่รู้สึกว่ามันเร็วและขับไม่สนุก แต่ถ้าจับเวลาจริงๆ ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น คือเร็วกว่ารถที่หลายๆ คนบอกว่าขับสนุกอยู่หลายคัน เพราะความสนุกเหล่านั้นมันเกิดจากคุณภาพการขับขี่ที่ด้อยประสิทธิภาพทำให้รู้สึกไปเองว่ามันเร็วและหวาดเสียว ส่วน Evoque คันนี้ ไม่รู้สึกสนุก แต่ให้ความมั่นใจยามใช้ความเร็วสูงมากกว่า อัตราประหยัดน้ำมันโดยเฉลี่ยก็ทำได้ไม่เลวที่ 6.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรหรือ 15.38 กิโลเมตรต่อลิตร ถังน้ำมัน 60 ลิตรของรถคันนี้ จึงเพียงพอให้เดินทางได้ไกล 922.8 กิโลเมตร

ช่วงล่างหรือระบบรองรับ
เป็นช่วงล่างที่ผสมผสานความนุ่มและความหนึบอย่างลงตัว ทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะวิ่งบนไฮเวย์ หรือลุยพื้นที่ทุรกันดาร เพราะ มีโหมด Terrain Response ที่สามารถปรับแต่งการกระจายแรงบิดให้เข้ากับภูมิประเทศได้ สามารถปรับตามลักษณะถนนแบบต่างๆ ได้ จึงไม่ต้องกังวลว่ามันจะไปไม่เป็นเวลาขับบนถนนที่มีสภาพแตกต่างกัน ประสิทธิภาพการลุยหากติดตามรายการ Top Gear หรือรายการที่เกี่ยวกับการทดสอบรถยนต์อื่นๆ ก็จะเห็นได้ว่ามันยังมีประสิทธิภาพการลุยพื้นที่ทุรกันดารได้ดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าผาหรือทะเลทราย ลุยน้ำลุยโคลนลุยหิมะ แม้จะมีหน้าตาค่อนข้างสำอางค์ คือถ้าคุณไม่รู้สึกเสียดายกับรูปลักษณ์ที่สวยงามของมันก็พาไปลุยได้เลยในทุกรูปแบบ สำหรับการวิ่งบนทางหลวงการทรงตัวเวลาเข้าโค้งมีความมั่นคงไม่รู้สึกเลยว่าเป็นการเข้าโค้งของ SUV ที่มีน้ำหนักถึง 1,715 กิโลกรัม มันรู้สึกมั่นคงกว่ารถเก๋งซีดาน D-Segment ของญี่ปุ่นแน่นอน พวงมาลัยมีน้ำหนักเหมาะสมสัมพันธ์กับความเร็ว ระบบความปลอดภัยก็จัดเต็มติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า ที่ขาด้านคนขับ ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้างรอบทิศทางทั้งแถวหน้าแถวหลัง ทั้งยังมีระบบตรวจจับหลุมบ่อและสิ่งกีดขวางบนพื้นถนนอีก แถมมีระบบช่วยเหลือในการขับขี่สารพัด ประสิทธิภาพเบรคไว้ใจได้โดยสามารถหยุดความเร็วจาก 100-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในระยะ 128 ฟุต หรือ 39 เมตร เท่านั้น

สรุป
เป็นรถครอบครัวที่ใช้งานได้ดีมีความเอนกประสงค์ สมรรถนะดีประหยัดน้ำมันในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ข้อเสียอย่างเดียวคือการออกแบบปุ่มเปลี่ยนเกียร์เท่านั้น

ดู FULL SPECIFICATION

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Range Rover Sport SVR ก้าวเข้าสู่ขอบเขต SUV ความเร็วสูง

Land Rover Range Rover Sport SVR
Land Rover ค่ายรถที่ผลิตรถ Off-Road และ SUV เป็นหลัก มาบัดนี้ ค่ายรถจากอังกฤษได้เริ่มต้นแนวทางใหม่ด้วยรุ่นพิเศษของค่าย Range Rover Sport SVR ซึ่งเป็นรถ SUV รุ่นพิเศษความเร็วสูงคันแรกที่สร้างขึ้นโดย แผนกผลิตรถรุ่นพิเศษของ Jaguar-Land Rover โดยพัฒนาจากรุ่นเดิมที่วางขายอยู่ในตลาดและการพัมนาสมรรถนะในครั้งนี้ทำให้เรื่องน่าทึ่งบังเกิดขึ้นกับ Land Rover ค่ายรถที่ไม่ค่อยจะมีชื่อเสียงด้านการทำความเร็ว กลับกลายเป็นว่าค่ายนี้ได้สร้างรถ Super SUV ที่เร็วที่สุดในขณะนี้ขึ้นมาแล้ว

Range Rover Sport SVR ยังยืนพื้นเครื่องยนต์ DOHC V8 สูบ เบนซิน ซูเปอร์ชาร์จ 5.0 ลิตร ตัวเดิม แต่เพิ่มพละกำลังจาก 510 แรงม้า เป็น 550 แรงม้า และแรงบิดจาก 625 นิวตัน-เมตร เป็น 680 นิวตัน-เมตร ส่งผ่านเกียร์อัตโนมัติ SF 8 สปีด และถึงแม้จะมีน้ำหนักถึง 2,335 กิโลกรัม เจ้าอสูรกายตนนี้ยังสามารถทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.7 วินาที และความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นย่อมแสดงว่าหากปลดล็อกจำกัดความเร็วมันจะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่านี้แน่นอน อัตราประหยัดน้ำมัน 7.8 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยไอเสีย 325 กรัมต่อกิโลเมตร ถ้าหากบางคนยังบอกว่าแค่นี้ Porsche Macan S รุ่น 3.6 ลิตรก็ทำได้ล่ะก็ ลองมาดูย่อหน้าถัดไปที่จะกล่าวถึง เวลาต่อรอบของ Range Rover Sport SVR ที่ทำได้ในสนาม Nurburgring ซะก่อนอาจจะทำให้คุณเปลี่ยนใจ

ด้วยเรื่องสมรรถนะอัตราเร่ง และความเร็วสูงสุดมองแค่ผิวเผินมันอาจจะตัวเลขด้อยกว่า SUV ระดับท็อปหลายๆ คันจากเยอรมัน แต่ศิลปะแห่งความเร็วที่แท้จริงไม่ใช่แค่ตัวเลขสมรรถนะ อัตราเร่งในช่วงความเร็วต่างๆ และความเร็วสูงสุด เท่านั้น หากจะเป็นรถที่เร็วอย่างแท้จริงในการแข่งขันมันต้องเข้าเส้นชัยให้ได้ก่อนคู่แข่งด้วย ซึ่งข้อนี้แหละที่เวลาต่อรอบ ณ สนาม Nurburgring ได้พิสูจน์มาแล้วว่า Range Rover Sport SVR ได้เป็นรถ SUV ที่เร็วที่สุดในเวลานี้ขณะที่ผมเขียนบล็อกนี้อยู่ โดยสถิติอย่างเป็นทางการของรถคันนี้อยู่ที่ 8 นาที 14 วินาที ทำลายสถิติขี้โม้ของ Porsche Macan Turbo ที่ร่ำลือกันเองอย่างไม่เป็นทางการและไม่มีหลักฐานอ้างอิงว่าทำได้ 8 นาที 15 วินาที และแน่นอนว่าเวลาที่สนาม Nurburgring นี้ ได้ยกระดับ Range Rover Sport SVR ให้เหนือไปกว่า Super SUV อย่าง Porsche Cayenne S Turbo, Mercedes-Benz ML 63 AMG และ BMW X6 M ซึ่งเวลาต่อรอบในสนามบ่งชี้ชัดเจนแล้วว่า SVR เร็วที่สุด เอาชนะรถทุกคันที่กล่าวมาได้อย่างเป็นรูปธรรม สร้างมิติใหม่ให้กับบริษัท Land Rover แห่งนี้ ที่ในอนาคตอาจจะไม่ใช่เพียงแค่ผลิต SUV หรูหราที่ใช้ได้ทุกสภาพภูมิประเทศ ทุกสภาพภูมิอากาศ เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเพิ่มความเร็วและความสปอร์ต ให้กับรถที่ในอดีตเคยได้ชื่อว่าช้าเป็นเต่าเหล่านี้ กลับมาเป็นรถที่สามารถไล่บี้รถสปอร์ตให้กระเจิงได้เช่นกัน

ภายนอกยังคงรูปลักษณ์เดิมอยู่

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

Range Rover Autobiography: Luxury SUV ระดับ King Size

Land Rover Range Rover Autobiography
Range Rover หรือเรียกเต็มๆ ว่า Land Rover Range Rover Autobiography นับเป็นรุ่นท็อปของค่ายซึ่งมีระดับอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Porsche Cayenne, BMW X6 ซึ่งถ้าเทียบปอนด์ต่อปอนด์ในพิกัดเครื่องยนต์เท่าๆหรือใกล้เคียงกันแล้ว อัตราเร่งและความเร็วแม้จะสู้สองคันนั้นไม่ได้หรือถึงได้ก็ต้องแลกมากับการซดน้ำมันอย่างบ้าเลือด แต่สิ่งที่สองคันนั้นเทียบไม่ติดเลยก็คือการลุยในถนนอ๊อฟโร้ดเส้นทางทุรกันดารที่ Range Rover จะพาคุณไปไหนก็ได้ แต่ดูเหมือนหลายคนไม่เข้าใจแค่เอารถสามคันนี้ไปวิ่งแข่งไร้สาระบนถนนไฮเวย์แล้วสรุปว่า Range Rover ห่วยกว่า สองคันนั้นซะงั้น ลองเอาสองคันนั้นไปวิ่งลุยโคลนดูสิขี้คร้านจะติดหล่มไปไหนไม่รอด ซึ่งสื่อต่างประเทศก็ได้ทดสอบแล้วปรากฏว่าสมรรถนะในการลุยอ๊อฟโร้ดนั้น Range Rover ดีกว่าสองคันนั้นเยอะ ซึ่งก็แล้วแต่ผู้บริโภคล่ะว่าชอบรถแบบไหน ไม่ค่อยได้ลุยก็ Cayene, X6 ลุยบ่อยก็ Range Rover เอาล่ะพอกันทีครั้งนี้ไม่ใช่การจับคู่ VS. แค่จะมาแนะนำ Range Rover Autobiography ในแต่ละรุ่นเฉยๆ Range Rover มีขายในตลาดโลกอยู่ 4 รุ่นย่อย (ที่ไม่เน้นประเทศไทยเพราะบริษัทแม่เลิกทำตลาดในบ้านเราไปแล้ว แต่ยังมีขายอยู่ที่ City Automobile จะขายเหมือนบริษัทแม่ที่อังกฤษรึเปล่าก็ไม่รู้แต่คุ้นๆว่ามีขายหมดแต่ขาดรุ่นไฮบริดใครสนใจก็สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้เอง) Range Rover Autobiography มีรุ่นย่อยแต่ละรุ่นโดยทุกคันใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ขับเคลื่อนสี่ล้อ รายละเอียดดังนี้

LR-TD V6: รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร 6 สูบ แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตรโดยแรงบิดสูงสุดจะมีมาให้ใช้ที่ 2,000 รอบต่อนาที มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราบริโภคเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 13.33 กิโลเมตรต่อลิตร ก็ถือว่ายังประหยัดอยู่ถ้าเทียบกับสมรรถนะขนาดนี้ และนับว่าประหยัดกว่า Toyota Land Cruiser Prado ที่ทำได้ 11.36 กิโลเมตรต่อลิตร กับ Mitsubishi Pajero Shogun ที่ทำได้ 12.34 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 196 กรัมต่อกิโลเมตร

LR-SD V6: เป็นรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดมีพิกัดความจุ 3.0 ลิตร 6 สูบ แรงม้าสูงสุด 340 แรงม้าแรงบิดสูงสุดที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ที่ 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-3,000 รอบต่อนาที ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 6.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 218 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15.625 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย CO2 ที่ 169 กรัมต่อกิโลเมตร

LR-SD V8: ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 8 สูบ ขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกที่ 4.4 ลิตร แรงม้าสูงสุด 339 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 740 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,300 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 ทำได้ 6.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 218 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่ากับรุ่น SD-V6 แต่เปลืองน้ำมันกว่าที่ 11.494 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ก็ยังประหยัดกว่า Prado นิดหน่อย อัตราการปล่อยมลพิษอยู่ที่ 229 กรัมต่อกิโลเมตร

LR-V8 Supercharged: เครื่องยนต์เบนซิน V8 5.0 ลิตร มาพร้อมกับซูเปอร์ชาร์จช่วยในการอัดอากาศ ช่วยให้มีกำลังสูงสุดถึง 510 แรงม้า แรงบิด 625 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500-5,500 รอบต่อนาที ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้เพียงแค่ 5.4 วินาที (แต่ Topgear ทดสอบได้ 5.1 วินาที) ความเร็วสูงสุด 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือ 140 ไมล์ต่อชั่วโมง วิ่งแข่งกับรถสปอร์ตบางรุ่นได้สบายทั้งๆที่มีน้ำหนักรถเปล่าถึง 2,330 กิโลกรัม แต่ก็นับว่าการผลิตโดยใช้อะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบช่วยลดน้ำหนักไปได้เยอะไม่งั้นคงมีเกิน 2,500 กิโลกรัมหรือ 2.5 ตัน และรุ่นนี้ก็ได้คะแนนจาก Topgear ถึง 9 คะแนน (เต็ม 10) อัตราบริโภคน้ำมันอยู่ที่ 7.81 กิโลเมตรต่อลิตร เปลืองน้ำมันระดับซูเปอร์คาร์เลยโดยเปลืองกว่า Mclaren MP4-12C ที่ทำได้ 8.547 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ยังประหยัดกว่า Ferrari F458 Italia ที่ทำได้ 7.5 กิโลเมตรต่อลิตร ต้องอย่าลืมว่า Range Rover รับภาระน้ำหนักมากกว่าและมันเป็นรถที่ใช้งานคนละประเภทกัน เออเกือบลืม...อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของ LR-V8 Supercharged อยู่ที่ 299 กรัมต่อกิโลเมตร

ดูด้านข้างยิ่งดูใหญ่โตโอ่อ่า