แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ lotus แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ lotus แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Lotus Elise S Club Racer รีวิว สเป็ค สมรรถนะ

Lotus Elise S Club Racer
Lotus Elise S CR รุ่นพิเศษที่ไม่ได้นำเข้ามาขายในไทยอย่างเป็นทางการนี้ ถือว่าเป็น Elise รุ่นที่ดีที่สุด ถึงแม้ตอนนี้มันจะแลดูเก่าแล้วก็ตาม และแม้ว่าตัวเลขสมรรถนะยังเป็นรอง Alfa Romeo 4C แต่พอขับแข่งกันจริงๆ ก็เป็น Lotus Elise S CR ที่ขับดีกว่า และเร็วกว่า ในทุกโค้ง ต่างกับ 4C ที่มีแต่เสียงกับความสวยงาม แต่มันก็เร็วกว่าเฉพาะการขับ Drag Race ในทางตรงเท่านั้น การเข้าโค้งในแต่ละครั้งยังขาดความแม่นยำ และนี่คงเป็นสาเหตุให้มันต้องพ่ายแพ้ให้กับ Elise S CR ในการทดสอบของนิตยสาร AutoCar เพราะไอ้เจ้า 4C มีดีที่เหนือกว่าไม่กี่อย่าง คือ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสวยแปลกตา เสียงเครื่องยนต์และท่อที่เร้าใจ และความเร็วสูงสุด แค่นั้นเอง ลองคิดดูว่าใช้เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 สปีดแล้ว ยังออกตัวช้ากว่า Elise ที่ใช้เกียร์ธรรมดา 6 สปีดอีกเนี่ย ยิ่งรู้สึกน่าอนาถพิกล แถมในเรื่องความสบายในการขับขี่ที่ไม่เคยจะเป็นจุดแข็งของรถยี่ห้อ Lotus เลย เจ้า Elise คันนี้ ก็ดันทะลึ่งเอาชนะ 4C ไปได้อีกนี่จะเรียกว่าอะไรดี? Lotus Elise ที่เรียกว่าดิบหยาบกร้านแล้วยังมีคุณภาพการขับขี่ที่ประณีตละเอียดอ่อนกว่า Alfa Romeo 4C ซะอีก อย่าว่าแต่รุ่น Club Racer เลย ต่อให้เอา Elise S รุ่นมาตรฐานมาเทียบมันก็ยังมีคุณภาพมากกว่าอยู่ดี เพราะ ความเปลี่ยนแปลงในรุ่น Club Racer ก็แค่ตัดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นบางอย่างไปเพื่อลดน้ำหนักเท่านั้นเอง แค่ไม่มีเครื่องเสียงฟังในตอนขับรถมันก็ไม่ได้แย่อะไร อยากฟังเพลงก็ไปนั่งฟังที่บ้านโน่น

สเป็คและสมรรถนะของรุ่น Club Racer มีดังนี้ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ Supercharge 1.8 ลิตร 217 แรงม้าที่ 6,800 รอบต่อนาที แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที เครื่องยนต์วางหน้าแนวขวาง ขับเคลื่อนล้อหลัง น้ำหนักรถ 905 กิโลกรัม เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 4.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 233 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราประหยัดน้ำมัน 13.2 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยไอเสีย 175 กรัมต่อกิโลเมตร ความจุถังน้ำมัน 40 ลิตร พิสัยการเดินทาง 528 กิโลเมตร

รถรุ่นพิเศษ Elise S CR นี้ ยังให้อัตราเร่งที่เร็วในรอบต่ำและรอบกลางซึ่งในช่วงรอบต่ำและรอบกลางนี้มันไม่เป็นรอง Porsche Cayman กับ Alfa Romeo 4C เลย ความเร็วสูงสุดไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในการแข่งขันที่ไม่ได้มีแต่ทางตรง ในทางโค้งสลับซับซ้อนและถนนที่แคบ Elise เป็นรถที่คล่องตัวกว่ารถ 2 คันที่กล่าวมานั้นมาก และถึงแม้มันจะใช้เพียงเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ การส่งกำลังจากเครื่องยนต์ ผ่านเกียร์ สู่ล้อ ก็ทำได้อย่างราบรื่นจนยากจะหาคำบรรยาย ถึงแม้สมรรถนะโดยรวมจะแพ้ให้กับ Porsche Cayman แต่เมื่อเทียบกับ Alfa Romeo 4C แล้ว Lotus Elise S CR ดีกว่าอย่างชัดเจน แต่จะถือว่า 4C แพ้ขาดรึเปล่า ก็ไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่มันต้องปรับคุณภาพการขับขี่อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เรื่องความมันส์ความเร้าใจ 4C ก็ยังเป็นรถที่ขับสนุกอยู่ ยังไงก็แล้วแต่ Club Racer คันนี้ เป็นรถที่สามารถเทียบชั้นได้กับ Porsche Cayman และ Boxster ในแง่ของการขับในสนามแข่งขัน และในแง่การใช้งานก็ถือว่าทำได้ดีกว่า Alfa Romeo 4C แถม Club Racer ยังมีราคาถูกที่สุดในกลุ่มรถเหล่านี้ เสียแต่เพียงอย่างเดียวที่ Lotus Elise S Club Racer ไม่มีขายในไทยเท่านั้นเอง

ภายนอกดูไม่ต่างจากรุ่นมาตรฐานเท่าใดนัก

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Lotus Exige S สปอร์ตเล็กพริกขี้หนูที่เปลี่ยนไปใช้เครื่องใหญ่ขึ้น


หลายคนที่เป็นสาวก Lotus คงจะทราบดีอยู่แล้วว่าค่ายนี้เน้นทำรถสปอร์ตที่ปราดเปรียวมีน้ำหนักเบา ขนาดเล็ก และใช้เครื่องยนต์ 1.8-2.0 ลิตร โดย Exige S Series 2 ตัวเดิมนั้นยังใช้เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร DOHC 4 สูบ VVTL-i พ่วง supercharge-intercooler ของ Toyota ให้กำลังถึง 218 แรงม้า ที่ 7,800 รอบต่อนาที แรงบิด 215 นิวตัน-เมตร ที่ 5,500 รอบต่อนาที โดยที่เครื่องยนต์นี้รับภาระน้ำหนักรถแค่ 933 กิโลกรัม เทียบเป็นแรงม้าต่อน้ำหนักแล้วต้องบอกว่ามีถึง 233 แรงม้าต่อตัน เหยียบคันเร่งทีนี่เหมือนกับจะบิน มาโฉมปัจจุบัน Exige S Series 3 มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คิดค้นและผลิตเครื่องยนต์ของตัวเอง ถึงแม้บริษัทจะประสบกับช่วงวิกฤติทางการเงิน และยอดขาย ถือว่าน่าชมเชยมาก โดย Lotus Exige S รุ่นปัจจุบัน ใช้เครื่องยนต์วางกลาง V6 VVTi DOHC 24 วาล์ว 3.5 ลิตร มาพร้อม supercharger ให้กำลัง 345 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนล้อหลังผ่านเกียร์ธรรมดาอัตราทดชิด (close ratio) 6 จังหวะ น้ำหนักตัวรถเปล่าอยู่ที่ 1,176 กิโลกรัม จะเห็นว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมถึง 243 กิโลกรัม ถือว่าเพิ่มขึ้นมากมายมโหฬารเลยทีเดียว เนื่องจากใช้เครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้น แต่เมื่อเทียบแรงม้าต่อน้ำหนักแล้วก็ยังมีถึง 293 แรงม้าต่อตัน โดยเครื่องยนต์สามารถสร้างสมรรถนะความเร็วให้กับรถโดยมีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลา 4.0 วินาทีโดยปกติ แต่สามารถทำได้ดีที่สุดที่ 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 274 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้านอัตราบริโภคน้ำมันนั้น แน่นอนว่าสมรรถนะแบบนี้ถ้าจะเปลืองน้ำมันไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่รถคันนี้ก็ยังมีอัตราประหยัดน้ำมันโดยเฉลี่ยวิ่งได้ 10 กิโลเมตรต่อลิตร ถ้าหากขับแบบเค้นอัตราเร่งสลับกับขับแบบชิลๆบ้าง ซึ่งก็ถือว่าดีกว่า SUV ราคาถูกบางรุ่นบางยี่ห้อด้วยซ้ำ อัตราการก่อมลพิษ Co2 อยู่ที่ 236 กรัมต่อกิโลเมตร ออปชั่นความปลอดภัยภายในรถก็มีตามมาตรฐานทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรกABS ตัวถังคอมโพไซต์ดูดซับแรงกระแทก เข็มขัดนิรภัย คานเหล็กกันกระแทกด้านข้าง และสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆก็มีช่วงล่างแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมด้วยเหล็กกันโคลง โดยใช้โช้คอัพแก๊สสมรรถนะสูงของ Bilstein และคอยล์สปริงของ Eibach มีท่อไอเสียสปอร์ตพร้อมวาล์วบายพาส ลิ้นสปอยเลอร์ด้านหน้าส่งผ่านและจัดเรียงอากาศออกไปที่ diffuser ด้านหลัง ยาง Pirelli P Zero ด้านหน้าขนาด 205/45 R17 ด้านหลังขนาด 265/35 R18 โดยยางมีให้เลือกระหว่างรุ่น Corsa กับ Trofeo ราคาจำหน่ายในไทยไม่เปิดเผยสามารถสอบถามตัวแทนจำหน่ายได้ด้วยตัวท่านเอง

ส่วนที่ล้อมกรอบสีแดงคือ diffuser มีท่อบายพาสอยู่ตรงกลาง