แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Volkswagen แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Volkswagen แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เปรียบเทียบ Volkswagen Tiguan 2.0 TDI VS. BMW X3 xDrive20d

ตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะเอารถสองคันนี้มาเทียบกันดีรึเปล่าเพราะโดยพื้นฐานแล้ว Volkswagen Tiguan 2.0 TDI ราคา 2,970,000 บาท คันนี้ ควรเอาไปเทียบกับ BMW X1 sDrive20d xLine ราคา 2,799,000 บาท มากกว่า อย่างไรก็ตามผมรู้สึกว่า BMW X1 จะถูกพูดถึงโดยทั้งทางตรงและทางอ้อมมาก็เยอะแล้ว ตอนนี้จึงไม่อยากจะนำเสนอสิ่งที่มันซ้ำซาก เหมือนนิตยสารรถยนต์บางเจ้าที่แต่ละฉบับวนเวียนพูดถึงแต่รถคันเดิมๆ ซ้ำๆมันอยู่ตลอด ก็รู้อยู่ว่าคนส่วนใหญ่สนใจ แต่เอามาลงหลายฉบับติดต่อกันมันก็น่าเบื่อเกิน ตอนนี้จึงคิดว่าเอา Volkswagen Tiguan 2.0 TDI คันนี้ข้ามรุ่นไปเทียบกับ BMW X3 xDrive20d ราคา 3,299,000 บาท ดีกว่า จะได้ต่อเนื่องกับบล็อก Land Rover Freelander 2 ก่อนหน้านี้ด้วย

รูปลักษณ์ภายนอก
Volkswagen Tiguan
BMW X3
Volkswagen Tiguan ดูภายนอกก็ดูเป็นรถใช้งานธรรมดา แต่กระจังหน้ายังแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม พร้อมลุยได้ทุกเมื่อ ใช้ Platform ของ Volkswagen Group A5 (PQ35) จาก Volkswagen Golf เป็นพื้นฐาน และยังมีความเชื่อมโยงไปถึง Audi Q3 แบรนด์ใต้สังกัดอีกด้วย บางทีก็อาจจะบอกว่ามันเป็น Volkswagen Golf อัพไซส์เพิ่มขนาดเล่นกล้ามให้บึกขึ้นก็ได้ แต่ดีไซน์ภายนอกต่างจาก Volkswagen Golf ไปคนละทาง ไม่ใช่แค่สูงขึ้นและใหญ่ขึ้น แต่ดีไซน์เส้นสายดูแข็งแกร่งขึ้น และดูเรียบร้อยสะอาดตามากกว่า มิติตัวรถ ยาว*กว้าง*สูง เท่ากับ 4,427*1,809*1,686 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,604 มิลลิเมตร น้ำหนักรถ 1,655 กิโลกรัม

BMW X3 ใน Platform F25 ภายนอกถึงแม้จะถือว่าดูดีมีราคาก็เถอะ แต่ดีไซน์ออกจะน่าเบื่อไปหน่อย มันเหมือนๆ BMW X ทั้งหลายแหล่นั่นแหละไล่เรียงกันไป 1,3,4,5,6 ที่มีดีไซน์ต่างกันเพียงเล็กน้อยเพียงจุดเล็กๆ เท่านั้น แต่ที่ต่างกันมากๆจะเป็นสัดส่วนของรถมากกว่า จะว่าไปมันก็ง่ายดีเหมือนกันที่รถแต่ละรุ่นผลิตออกมาหน้าตาคล้ายๆ กันแบบนี้ เพียงแต่เปลี่ยนขนาดเท่านั้น ก็สามารถแบ่งราคาขายได้แตกต่างกัน (ยังไม่พูดถึงเครื่องยนต์และออปชั่นที่ต่างกัน) มิติตัวรถ ยาว*กว้าง*สูง เท่ากับ 4,648*1,881*1,675 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,810 มิลลิเมตร น้ำหนักรถ 1,800 กิโลกรัม

ภายใน
Volkswagen Tiguan ออกแบบจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ภายในรถได้ดีถูกต้องตรงตามหลักสรีระศาสตร์ พื้นที่ใช้สอยภายในสามารถปรับเปลี่ยนใช้งานได้หลายรูปแบบ แม้หน้าตาภายในจะดูเก่าไปบ้าง แต่สำหรับเรื่องเทคโนโลยีของอุปกรณ์ภายในถือว่าทันยุคทันสมัย ใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ รถคันนี้เป็นรถที่นั่งสบายที่สุดแล้วสำหรับรถในกลุ่มเดียวกัน
BMW X3 ภายในพยายามเพิ่มออปชั่นให้มากเข้าไว้แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งที่ฉาบแค่เปลือกนอกใช้งานจริงๆ ก็ยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ปุ่มอุปกรณ์ต่างๆ ยังคงจัดวางไว้ในตำแหน่งผิดที่ผิดทาง ไม่เว้นแม้กระทั่งส่วนสำคัญอย่างตำแหน่ง พวงมาลัย เบาะนั่ง เกียร์ คันเร่ง และแป้นเบรก ที่รู้สึกว่าการจัดวางตำแหน่งจะเพี้ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ส่งผลให้เกิดการเมื่อยล้าในการขับขี่ได้

เทียบกันแล้วถึงแม้ห้องโดยสารของ BMW X3 จะกว้างกว่าแต่การจัดสรรพื้นที่และการจัดวางอุปกรณ์มันยังดูแปลกๆ เลยไม่ทำให้รู้สึกว่าใช้งานง่าย หรือนั่งแล้วรู้สึกสบายเลย มันอาจจะรู้สึกสบายเมื่อเทียบกับรถในระดับที่ต่ำกว่า แต่เมื่อเทียบกับ Volkswagen Tiguan แล้ว ถือว่า BMW X3 ยังทำได้ไม่ดีพอ

สมรรถนะเครื่องยนต์ อัตราเร่ง
Volkswagen Tiguan ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง 2.0 ลิตร ให้แรงม้า 140 แรงม้าที่ 4,200 รอบต่อนาที แรงบิด 320 นิวตัน/เมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที เมื่อจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มันสามารถทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 10.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 182 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราประหยัดน้ำมัน 17.24 กิโลเมตรต่อลิตร
BMW X3 ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส N47 ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 380 นิวตัน/เมตร ที่ 1,750-2,750 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ใน 8.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราประหยัดน้ำมัน 16.49 กิโลเมตรต่อลิตร

การขับขี่ก็เป็นอย่างที่ตัวเลขมันบอก X3 ชนะขาดเป็นรถที่ให้อัตราเร่งได้มันส์มากเครื่องแรงประหยัดน้ำมัน ในด้านการทำความเร็วแล้ว X3 ทำได้ดีไม่มีที่ติ ดีกว่ารถ SUV ประเภทเดียวกันทุกรุ่นในระดับราคา 3-4 ล้านบาท ดีกว่า Range Rover Evoque ดีกว่า Freelander 2 ดีกว่า Volvo XC60 D4 และแน่นอนดีกว่า Volkswagen Tiguan คันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถึงแม้ Volkswagen Tiguan จะอืดกว่าเยอะแต่ก็ให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดีกว่า เมื่อมองจุดนี้แล้วตามความตั้งใจในการผลิตรถยนต์เอนกประสงค์มันควรเน้นการใช้งานมากกว่าเรื่องของความเร็วและความสนุก ซึ่งอัตราเร่งและความเร็วของ Volkswagen Tiguan ก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว ยิ่งบวกกับอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีกว่าเช่นนี้แล้ว ขุมพลังของ Volkswagen Tiguan ก็ยังเป็นที่น่าสนใจอยู่

ช่วงล่าง การควบคุม
Volkswagen Tiguan ช่วงล่างดีไม่มีที่ติ มีความเฟิร์ม ไม่ย้วย ไม่กระด้าง นั่งแล้วรู้สึกสบาย เข้าโค้งได้นิ่งและมั่นคง พวงมาลัยเฟิร์มกำลังดี ลงตัวทั้งในการใช้งานย่านความเร็วต่ำและความเร็วสูง แถมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลาแบบ 4Motion ก็ลุยออฟโร้ดได้อย่างไม่ลำบากลำบนอะไรกับถนนลูกรังหรือลูกระนาดในชนบท การวิ่งบนไฮเวย์ควบคุมเสถียรภาพได้ดีเฉกเช่น Volkswagen Golf ซึ่งว่ากันว่าเป็นแฮทช์แบ็คที่มีแฮนด์ลิ่งที่ดีที่สุด Tiguan คันนี้ก็ทำได้ใกล้เคียงกับที่ Golf ทำได้ เพียงแต่ลักษณะการควบคุมของ Tiguan จะออกแนวรถ SUV ที่น้ำหนักมากและใหญ่กว่า แต่ก็ทำให้มันเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่งทางทุรกันดารไปด้วย ซึ่งการเซ็ตช่วงล่างรับมือกับถนนไม่ปกตินั้น Tiguan ทำได้ดีกว่า X3 ขั้นหนึ่ง ถึงแม้จะมี Platform จากรถแฮทช์แบ็คก็ตามและบุคลิกการขับบนถนนยางมะตอยก็คล้ายๆ แฮทช์แบ็ค แต่การรับมือถนนออฟโร้ดที่ไม่หนักมากก็ยังทำได้ดี

BMW X3 ก็ช่วงล่างดีเหมือนกัน ไม่ต้องไปสนใจโหมดการขับขี่ Normal, Sport, Sport+ เพราะเปลี่ยนไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเพียงการตอบสนองของรอบเครื่องในการเหยียบคันเร่งที่ดูแล้วไม่ว่าจะ Normal หรือ Sport ก็ไม่ต่างกัน ปรับไปโหมด Sport, Sport+ แล้ว พวงมาลัยจะหนืดขึ้นช่วงล่างกระด้างขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่ได้ช่วยสมรรถนะการขับขี่ให้ดีขึ้นหรือแย่ลงแต่อย่างได้ มันส่งผลต่อความรู้สึกคนขับเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลต่อสมรรถนะจริงๆ ช่วงล่างของ X3 เพอร์เฟ็คมากในการวิ่งบนไฮเวย์ สามารถสาดยัดโค้งไปด้วยความเร็วสูงโดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะเร็วเกินไปจนหลุดโค้ง เพราะถ้าจะหลุดเดี๋ยวระบบช่วยเหลือต่างๆ จะช่วยจัดการกับมันเอง มันเป็นรถที่วิ่งดีมากบนถนนลาดยางมะตอย แต่ถ้ามาถึงตรงนี้แล้วใครที่คิดจะเค้นความเร็วแบบสุดๆ กับรถคันนี้ขอให้ทำความเข้าใจกับอาการเหล่านี้ให้ดีก่อน หนึ่งพวงมาลัยของ X3 คันนี้ในช่วงความเร็วสูงๆ มันเบายังกับพวงมาลัยรถญี่ปุ่น สองตัวถังของรถรู้สึกจะจัดเรียงอากาศได้ไม่ค่อยดี ทำให้ไม่ค่อยสร้างแรงดาวน์ฟอร์สด้านหน้าซักเท่าไหร่ ทำให้รู้สึกต้านลมและมีอาการส่ายเมื่อใช้ความเร็วสูง ไม่ต่างจากรถญี่ปุ่นเลย ส่วนการขับทางออฟโร้ดระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของมันวิ่งผ่านสิ่งกีดขวางได้ดีแต่ความรู้สึกในการผ่านของช่วงล่างมันไม่ดีเท่า Tiguan คันนี้เลย เรียกว่าช่วงล่างดีแต่กับทางปกติ แต่ถ้าขับออฟโร้ดแล้ว มันเป็นช่วงล่างที่ห่วยที่สุดไม่ว่าจะเทียบกับรถระดับเดียวกันหรือต่ำกว่า เมื่อวิ่งผ่านอุปสรรคแต่ละครั้งมันจะมีเสียงลั่นและอาการสั่นของชิ้นส่วนเป็นระยะๆ ถึงแม้จะบอกว่า X3 รุ่นปัจจุบันแก้เรื่องเหล่านี้หมดไปแล้วแต่มันหมดไปเฉพาะเมื่อขับบนทางที่ไม่ค่อยโหดเท่าไหร่ เจอเส้นทางโหดจริงๆ ก็บ้อท่า มีอาการต่างๆ นานา ให้ได้น่ารำคาญ สมรรถนะการลุยคงประมาณ Chevrolet Trailblazer 2.8 ลิตร 4WD แค่นั้นหล่ะมั้ง ถึงจะบอกว่ามีระบบนู่นนี่นั้น เทคโนโลยีขับเคลื่อนสี่ล้อก้าวหน้าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขับจริงมันไม่รู้สึกก้าวหน้าอย่างที่เซลล์ BMW พรีเซ้นต์ให้ฟังหรอก ไม่เชื่อถ้าไม่เสียดายรถก็ไปลองเองเลย เลือกทางที่วิบากกันดารจริงๆ ด้วยล่ะ

อธิบายมาซะยาวเพียงอยากจะบอกว่าช่วงล่างและพวงมาลัยของ Volkswagen Tiguan ดีกว่า BMW X3 แค่นั้นเอง

สรุป
Volkswagen Tiguan มีความสามารถรอบด้าน ประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบ ประหยัดน้ำมัน ช่วงล่างดี ข้อเสียเพียงอย่างเดียวจริงๆคือ เครื่องยนต์อืด นอกนั้นดีหมดทุกอย่าง
BMW X3 อัตราเร่งจัดจ้านสะใจ ถึงจะกินน้ำมันมากกว่า Tiguan แต่ตัวเลขอัตราประหยัดน้ำมันยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ให้สมรรถนะคุ้มค่ากับน้ำมันทุกหยด แต่ข้อเสียก็มีคือ การจัดวางตำแหน่งในห้องโดยสาร ฟีลลิ่งการขับในย่านความเร็วสูงไม่ต่างจากรถญี่ปุ่นเท่าไหร่ และยังเกิดความรู้สึกไม่ค่อยดีเมื่อขับเส้นทางออฟโร้ด
เมื่อเทียบสองคันนี้มันต่างกันแบบสุดขั้วไปเลยเทียบแล้วสิ่งที่ Tiguan ชนะดูจะมากกว่าสิ่งที่ X3 ชนะ แต่สิ่งที่ X3 ชนะเพียงอย่างเดียวคือสมรรถนะการทำความเร็วของเครื่องยนต์ก็ชนะไปแบบขาดลอยไปเลย การจะตัดสินแพ้ชนะจึงแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล ซึ่งครั้งนี้ไม่ขอออกความเห็นส่วนตัว ให้ทุกท่านไปตัดสินกันเอาเองดีกว่า แต่ขอบอกอีกอย่างว่าถ้าคุณเป็นคนประเภทชอบขับรถแบบดิบเถื่อนชอบซัดกับอุปสรรคที่ขวางหน้าให้กระจุยจริงๆ แล้วล่ะก็ Land Rover Freelander 2 ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ยังไม่ควรตัดทิ้งไป

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เปรียบเทียบ Volkswagen Scirocco 2.0 TSI, Audi S3 Quattro 2.0 TFSI, Mini Cooper S Coupe

บางครั้งเมื่อขับรถบนถนนก็จะมีรถบางประเภทที่ดูภายนอกแล้วไม่รู้สึกว่ามันจะเป็นรถที่เร็วนัก แต่หลายครั้งที่รถสปอร์ตที่ดูเหมือนว่าบนถนนไม่มีใครเทียบได้เรื่องความเร็ว ก็กลับถูกรถแฮทช์แบ็ค หรือคูเป้ เหล่านี้เล่นงาน ซึ่งก็เห็นได้บ่อยๆ แม้กระทั่งนักทดสอบรถยนต์ของนิตยสารชื่อดังก็เคยเจอมาแล้ว เมื่อกำลังทดสอบซูเปอร์คาร์อย่าง Ferrari อยู่แต่กลับมีรถแฮทช์แบ็คสามประตูจากไหนก็ไม่รู้วิ่งแซงขึ้นไป แต่ครั้งนี้ไม่ได้จะมากล่าวถึงรถสามประตูคันนั้น แต่จะมากล่าวถึงรถยนต์สามคันที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับรถปริศนาคันดังกล่าว ซึ่งก็คือ Volkswagen Scirocco 2.0 TSI, Audi S3 Quattro 2.0 TFSI และ Mini Cooper S Coupe ซึ่งก็มีความเกี่ยวโยงกันอยู่ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม โดย Audi ก็เป็นรถในเครือของ Volkswagen และ Mini ซึ่งเป็นรถสัญชาติอังกฤษก็มีเจ้าของเป็นเยอรมันอย่าง BMW ซึ่งก็เป็นคู่แข่งตัวฉกาจของ Volkswagen Group และต่อจากนี้จะเป็นการเปรียบเทียบสมรรถนะต่างๆ และความคุ้มค่าในภาพรวม โดยครั้งนี้จะไม่คำนึงถึงแต่เรื่องของสมรรถนะและความเร็วเพียงด้านเดียวแต่จะนำความคุ้มค่าโดยรวม ราคา ต้นทุน การใช้งานมาพิจารณาประกอบด้วย และขอเริ่มการเปรียบเทียบด้วยรูปลักษณ์ภายนอกก่อน


Audi S3 Quattro

Volkswagen Scirocco

Mini Cooper S Coupe
เปรียบเทียบรูปลักษณ์แล้ว Scirocco ดูรูปร่างหน้าตาเป็นสปอร์ตที่สุดใน 3 คันนี้ กระจังหน้าดูดุดันบ่งบอกว่ารถคันนี้ต้องแรงแน่ๆ ดูบุคลิกคล้ายเป็นหนุ่มเสเพล (แต่มองผ่านๆ ทำไมรูปทรงมันดูคล้าย Civic 3 ประตูอยู่พิกล) ส่วน Audi S3 มีหน้าตาที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงความเข้มไว้ภายใน บุคลิกดูเหมือนเป็นตัวร้ายลึก แบบเจ้าพ่อมาเฟียมาดขรึม มาที่ Mini ที่ดูออกเป็นรถวัยรุ่นหน้าตาสดใส มีมาดกวนโอ๊ยอยู่นิดๆ และสมรรถนะมันจะเป็นอย่างที่รูปลักษณ์มันบ่งบอกออกมาหรือไม่ ต้องมาดูตารางเปรียบเทียบ

ตารางเปรียบเทียบรถทั้ง 3 คัน
สมรรถนะที่แสดงออกมานั้นบ่งบอกว่า Audi S3 แซงคู่แข่งที่เหลือไปไกล และราคาก็แรงสมกับสมรรถนะแรงๆ ของมันจริงๆ แต่ส่วนตัวคิดว่า Audi S3 ที่นำเข้ามาโดย MTM Thailand คันนี้ ตามคุณภาพรถจริงๆ มันไม่ควรมีราคาถึง 5.2 ล้านบาทหรอก แต่เป็นเพราะภาษีและต้นทุนการนำเข้ามากกว่า ซึ่งคนมีเงินที่ซื้อรถเพียงเพราะกระแสนิยม มองผ่านๆก็อาจไม่สนใจก็ได้ เพราะ คนประเภทนี้คงไม่ซื้อรถที่มีรูปร่างหน้าตาเรียบๆ ด้วยเงินถึง 5.2 ล้านบาทเป็นแน่ เพราะ ขับแล้วไม่เป็นจุดเด่นให้คนสนใจ ซึ่งดูแล้วคนไทยส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น มองอะไรแต่เพียงผิวเผินไม่รู้จักพิจารณาให้ลึกซึ้ง หลงไปกับกระแสรอบข้าง (ต้องขอโทษด้วยสำหรับใครที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น) มองสมรรถนะแล้ว Audi S3 เป็นรถที่มีสมรรถนะอันน่าลิ้มลอง แต่พอเห็นราคาแล้วคงต้องถอยกรูด เพราะโดยสามัญสำนึกแล้วหากคุณต้องการความเร็วจริงๆ คุณควรจะซื้อรถสปอร์ตพันธุ์แท้มาขับจะดีกว่า อย่าง Nissan 370Z, Lotus Elise หรือ Exige, Audi TTS ตัวท็อป, รถยอดนิยมอย่าง BMW Z4, Mercedes-Benz SLK ก็ยังได้ หรือจะเป็น Chevrolet Camaro ก็ยังไหว รถเหล่านี้ก็มีราคาใกล้เคียงกันกับ Audi S3 ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับรถเหล่านี้ราคา 5.2 ล้านบาทสำหรับ S3 ถือว่าไม่เหมาะสม ซึ่งหากจะมองถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้วล่ะก็ต้องเป็น Scirocco กับ Mini ที่มีราคาสมเหตุสมผลมากกว่า ถึงแม้เอาจริงๆ มันควรจะถูกกว่านี้อีกหน่อยก็เถอะ แต่มันยังน่าแปลกใจที่ Scirocco อัตราเร่ง ความเร็วสูงสุดแพ้ให้ Audi S3 ยังไม่พอแต่ดันเปลืองน้ำมันมากกว่าอีกนี่สิ แต่เมื่อเทียบต้นทุนการใช้งานแล้วกว่าจะใช้ Audi S3 ให้คุ้มค่ากับส่วนต่างราคาระหว่าง Scirocco นี่ต้องขับไปอีกกี่ชาติ ลองสมมุติอย่างคร่าวๆว่าใช้น้ำมันเบนซินราคาลิตรละ 50 บาท Scirocco จะใช้น้ำมัน 7.63 ลิตรต่อการเดินทาง 100 กิโลเมตร Audi S3 จะใช้ 7.4 ลิตร/100 กม. เท่ากับว่าทุกๆ 100 กิโลเมตร Audi จะประหยัดกว่า 0.23 ลิตร ส่วนต่างราคาของ S3 กับ Scirocco อยู่ที่ 2.52 ล้านบาทหรือเท่ากับราคาน้ำมัน 50,400 ลิตร และน่าตกใจว่าเมื่อคำนวนดูแล้วกว่า Audi S3 จะถมส่วนต่างราคานั้นหมดต้องใช้งานไปถึง 21,913,043 กิโลเมตร อัตราประหยัดน้ำมันถึงจะไปชดเชยส่วนต่างของราคากับ Scirocco ได้หมด ซึ่งในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้ แค่ขับรถหลักล้านกิโลเมตรนี่ถือว่าบ้าระห่ำแล้ว 20 กว่าล้าน นี่คงเป็นยานอวกาศหรือ UFO มากกว่า นี่ยังไม่นับค่าบำรุงรักษาสภาพรถตามระยะนะเนี่ย แต่ก็ไม่แน่หากเจอศูนย์ฟันกำไรเกินควรอาจมีคันได้คันหนึ่งที่กินเงินจนหมดกระเป๋าได้ สมมุติว่า Audi S3 ซ่อมบำรุงกับ MTM แล้ว Scirocco ซ่อมบำรุงกับใครที่ไหนไม่รู้ที่ฟันกำไรทีเป็น 2-3 แสน ก็อาจจะถมส่วนต่างราคานั้นหมดก็ได้ และเมื่อพูดถึงความคุ้มค่าแล้ว ก็ต้องเป็น Mini Cooper S Coupe นี่เอง ที่มีเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรแบกความจุข้ามรุ่นมาต่อกรกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และก็ทำสมรรถนะได้ไม่น่าเกลียดถือว่าเป็นสมรรถนะที่ดี ในอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีที่สุด 15.5 กม./ลิตร ซึ่งเท่ากับ 6.45 ลิตร/100 กม. เท่ากับทุก 100 กิโลเมตรจะประหยัดกว่า Scirocco 1.18 ลิตร สมมุติว่าใช้น้ำมันเบนซินลิตรละ 50 บาทเหมือนๆกัน ทุก 100 กิโลเมตร Mini ก็จะประหยัดกว่า 59 บาท Mini ราคาแพงกว่า Scirocco 210,000 บาท (3,559.32 เท่า ของ 59 บาท) ต้องใช้งาน 355,932 กิโลเมตร ถึงจะถมส่วนต่างด้านราคาไปหมด ซึ่งก็นับว่ามากอยู่ดี แต่สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงก็คือการเช็คระยะเปลี่ยนอะไหล่ ซึ่งไม่สามารถพิจารณาแน่นอนตายตัวได้ เพราะ บางคนก็บอกอะไหล่ Mini ถูกกว่า บางคนก็บอก Volkswagen ถูกกว่า แต่ถ้ามองสมรรถนะของรถประกอบกับความคุ้มค่าแล้วล่ะก็
ขอเรียงลำดับความน่าซื้อน่าใช้ไว้ดังนี้

1.Volkswagen Scirocco TSI 2.0 สมรรถนะเข้าขั้นยอดเยี่ยม ประหยัดน้ำมันพอใช้ ราคาคุ้มค่า
2.Mini Cooper S Coupe สมรรถนะอาจจะด้อยที่สุดแต่ก็ไม่จัดว่าแย่ ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ราคาเหมาะสม
3.Audi S3 Quattro 2.0 TFSI จริงๆมันควรเป็นผู้ชนะในการเปรียบเทียบครั้งนี้ แต่เพราะปัจจัยทางด้านราคาจึงทำให้มันต้องกินบ๊วยไป