แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ toyota แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ toyota แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รีวิว Toyota Harrier (XU60) Gen.3

Toyota Harrier Generation ที่ 3 นี้ออกวางตลาดในบ้านเรามาได้ปีสองปีกว่าแล้วโดยผู้นำเข้าอิสระ โดยที่ Gen.3 นี้ Toyota Harrier เพิ่งจะมีตัวตนเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรก โดย 2 รุ่นก่อนหน้า มันเป็นการเอา Lexus RX มาแปะโลโก้ Toyota ทำเป็น Toyota Harrier แล้วขายในราคาถูกลงนั่นเอง โดยที่สเป็กเครื่องยนต์ และออปชั่นต่างๆ เหมือนกันเป๊ะ แล้วแบบนี้มันจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องซื้อ Lexus ที่สิ่งที่จะได้กลับมามันก็แค่การได้ชื่อว่าซื้อรถแบรนด์หรูซึ่งหาผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ไม่ได้เลย 2 รุ่นก่อนหน้า คนก็เลยนิยมซื้อ Harrier มาแปะตราของ Lexus กันยกใหญ่ ดูไม่ออกเลยอันไหน Lexus RX จริง หรืออันไหน Toyota Harrier แปะตรา แต่จะจริงหรือแปะ มันก็รถคันเดียวกัน ซึ่งครั้งนี้ผมชื่นชมคนที่ซื้อรถมาแปะตรามากกว่าเพราะว่าซื้อรถมาในราคาถูกแต่ได้คุณภาพเท่าๆ กัน ก็อย่างว่าในเมื่อทุกอย่างมันเหมือนกันจะจ่ายแพงกว่าไปซื้อ Lexus ตัวจริงมันทำไม จริงๆ Lexus RX (3.94-7.09 ล้านบาท) มันก็ราคาแพงเกินคุณภาพที่แท้จริงอยู่แล้ว ราคาต้องอยู่ในระดับ Toyota Harrier ต่างหากถึงจะเหมาะสม เพราะราคาที่แพงเวอร์มันเป็นสาเหตุมาจากตรา Lexus แค่นั้นเอง แต่ก็ดีแล้วที่แยกรถทั้งสองคันนี้ออกจากกันไปซะที ไม่งั้นมันก็กินกันเองอยู่แบบนี้ จริงๆ ตัวแทนจำหน่าย Toyota ไม่นำเข้ามาหรอกไอ้ Toyota Harrier เนี่ย เพราะก็กลัวว่ามันจะไปทับกับ Lexus RX นี่แหละ ต้องขอบคุณผู้นำเข้าอิสระจริงๆ ที่ทำให้ได้ใช้รถแบบเดียวกันในราคาที่ถูกกว่า เอาล่ะเรามาดูเจ้า Harrier Gen.3 นี้ดีกว่าว่ามันมีอะไรบ้าง

รูปลักษณ์ภายนอก
Toyota Harrier

ท้าย Toyota Harrier
เส้นสายมีความโค้งมนและมีเหลี่ยมสันที่ลงตัว ดูหรูหรากว่า Toyota Fortuner อย่างที่มันควรจะเป็น และมีความอ่อนช้อยงดงามมากกว่า Toyota Land Cruiser Prado ออปชั่นภายนอกต่างๆ ไม่จำกัดตายตัว เพราะจำหน่ายโดยผู้นำเข้าอิสระ ออปชั่นต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ตลอด แล้วแต่ว่าจะซื้อจากใคร

ภายใน
ออปชั่นก็ไม่ตายตัวเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะตกแต่งภายในด้วยลายไม้ ดีไซน์อุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ ดูย้อนยุคไปหน่อย แต่จะเรียกว่าโบราณคร่ำครึก็ไม่ใช่ เรียกว่าเป็นความ Classic อย่างมีสไตล์ แบบ Retro จะดีกว่า เพราะมันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหมือนนั่งในรถรุ่นเก่าเลย ออปชั่นที่ควรจะต้องมีเป็นมาตรฐานก็คือ แอร์ดิจิตอล พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น เบาะหนังแท้ปรับไฟฟ้า เซ็นเซอร์ช่วยจอด นอกนั้นก็ระบบความปลอดภัยทั่วไปที่รถปกติต้องมีอยู่แล้ว
ภายใน Harrier
สมรรถนะเครื่องยนต์และอัตราเร่ง
Toyota Harrier ที่มีจำหน่ายในไทยมีอยู่ 2 ขุมกำลังหลัก คือ เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ รหัส 3ZR-FAE ให้แรงม้า 151 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที แรงบิด 193 นิวตัน/เมตร ที่ 3,800 รอบต่อนาที ราคาเปิดตัวของรุ่นนี้อยู่ที่ 2,850,000 บาท แต่เท่าที่เห็นตอนนี้ ราคา 2.39 ล้านบาทก็มีขายเหมือนกัน ส่วนอีกรุ่นหนึ่งก็คือรุ่นไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร 4 สูบ 152 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบไฮบริด ขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยไฟฟ้าเรียกว่าระบบ E-Four รวมแรงม้าทั้งระบบได้ 197 แรงม้า ราคาเปิดตัวของรุ่นนี้อยู่ที่ 2,990,000 บาท แต่ในตอนนี้ ราคา 2.5 ล้านบาทก็น่าจะมีขาย สำหรับความรู้สึกในการทำอัตราเร่งของรถคันนี้นั้นเรียกว่าให้ความรู้สึกไม่ต่างกันทั้งในรุ่นเบนซิน 2.0 ลิตร และรุ่น 2.5 ลิตร ไฮบริด ตัวเลขจับเวลาอย่างคร่าวๆ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ไม่น่าจะพ้น 10 วินาทีลงมาได้ จะทำกี่ครั้งลองกี่แบบก็ใช้เวลามากกว่า 10 วินาทีอยู่ดี สำหรับรุ่นเบนซิน 2.0 ลิตร อย่าไปเอาตัวเลขมั่วๆ ที่ทำได้ 7.8 วินาที ของ Version Lexus RX450h มาเทียบ เพราะรายนั้นใช้เครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตร ต่างกับ Toyota Harrier โดยสิ้นเชิง ส่วนรุ่น 2.5 ลิตรไฮบริด ก็อืดพอกันสำหรับรถระดับนี้ เกียร์ทำงานได้อย่างน่าเบื่อมาก แต่ถ้าไปเทียบกับพวก Fortuner แล้วก็จะถือว่ามีอัตราเร่งที่ฉับไวกว่า อัตราประหยัดน้ำมันถ้าขับแบบเต็มที่เร่งสลับผ่อนบ้างมีช่วงความเร็วตั้งแต่ 80-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รุ่น 2.0 ลิตรจะทำได้ 13 กม./ลิตร และรุ่น 2.5 ลิตร ไฮบริด จะทำได้ 15 กม./ลิตร นี่แบบทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแล้วนะ ตัวเลขยังไม่ทิ้งห่างรุ่นเบนซินไร้ระบบไฮบริดเท่าไหร่ แต่รุ่นไฮบริดมีดีที่ใช้ไฟฟ้าขับก็ได้ซึ่งถ้าจะขับโหมดประหยัดจริงๆ มันสามารถทำได้ดีที่สุด 21.8 กม./ลิตร เลยเชียวนั่น

ช่วงล่างหรือระบบรองรับ
ออกแนวขับสบายมีความนุ่มสมูทมากเวลาวิ่งผ่านลูกระนาดก็ซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี การเกาะถนนและการทรงตัวถือว่าทำได้ดีสมกับระดับของรถ การวิ่งเป็นไปอย่างเงียบเชียบและผ่อนคลาย สามารถนั่งจิบกาแฟในรถได้โดยไม่ต้องกลัวหกราดใส่กางเกงหรือกระโปรง (สำหรับถนนไฮเวย์ปกติ ไม่มีหลุมบ่อ ลูกระนาด) ช่วงล่างจะลงตัวที่สุดเมื่อจับคู่กับล้อและยางขนาด 16 นิ้ว แต่ถ้าเป็นล้อและยางขนาด 17 นิ้ว จะมีเสียงดังจากการเสียดสีขึ้นมาหน่อย และขับได้ไม่นิ่มเท่า แต่จะได้ความหนึบแน่นที่เพิ่มมากขึ้น

สรุป
ควรศึกษาดีๆ ระหว่างรุ่นเบนซิน 2.0 ลิตร กับรุ่น 2.5 ลิตร ไฮบริด หากคุณไม่ขับรถไปไหนไกลก็ใช้รุ่น 2.0 ลิตร น่าจะเหมาะสมที่สุด แต่ถ้าหากเดินทางออกต่างจังหวัดบ่อยๆ หรือต้องจอดรถติดไฟแดงนานๆ รุ่นไฮบริด ก็น่าจะตอบสนองโจทย์การใช้งานได้ครอบคลุมกว่า และสุดท้ายอย่าลืมว่าใน Segment นี้ยังมี BMW X1 อยู่

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Toyota 86 รถสปอร์ตขวัญใจ Otaku

Toyota 86 รถสปอร์ตที่ถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือของสองค่ายที่แนวทางไม่น่าจะเข้ากันได้ อย่าง Toyota ที่เน้นผลิตรถเพื่อทำกำไร มีจุดขายที่ความทนทานและง่ายแก่การบำรุงรักษา และ Subaru ที่ออกจะมีแนวทางแบบตามใจตัวเองเน้นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น ทั้งสองค่ายมา Featuring กันจนทำให้เกิดผลงานชั้นดีชิ้นนี้ออกมา รถคันนี้มีอะไรน่าสนใจบ้างมาดูที่บรรทัดถัดไป
รูปลักษณ์ภายนอก
Toyota 86
ท้าย Toyota 86
ก็อย่างที่เห็นมันดูเป็นรถสปอร์ตที่มีความโฉบเฉี่ยว ขับไปที่ไหนมีแต่คนมอง บางคนถึงกับจอดถ่ายรูปเลยนั่น ขนาดมีรถที่แพงกว่าอย่าง Mercedes-Benz S-Class จอดอยู่ข้างๆ คนที่ผ่านไปมายังสนใจรถที่มีราคา 2.49-2.74 ล้านบาท คันนี้มากกว่าซะอีกเป็นไปได้ไง ถือว่าดีไซน์ภายนอกของมันทำหน้าที่ได้ดีจริงๆ คะแนนเต็ม 10 ได้ 10 เต็มไปเลย ดีไซน์ภายนอกที่เป็นฝาแฝดกับ Subaru BRZ นี้ ประกอบไปด้วยชุดแต่งและสเกิร์ตรอบคัน กระจกกรองแสง ไฟตัดหมอกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED มีท่อคู่ทรงกลมพร้อม Diffuser ด้านหลัง ใช้ล้อแม็กขนาด 16 นิ้วสำหรับรุ่นมาตรฐาน และขนาด 17 นิ้วสำหรับรุ่นท็อป

ภายใน
ภายใน 86
ตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีดำ มีพวงมาลัยหุ้มหนังปรับสูง-ต่ำได้ เบาะนั่งคนขับปรับสูง-ต่ำได้ มีหน้าจอ Touch Screen มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา มีปุ่ม Start/Stop เบาะหลังสามารถพับได้ สำหรับวัสดุหุ้มเบาะตัวท็อปจะเป็นหนังแบบสังเคราะห์กึ่งหนังแท้ แต่ตัวมาตรฐานจะเป็นผ้า รุ่นท็อปจะมีพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น แต่ตัวมาตรฐานไม่มี ถามว่านั่งแล้วรู้สึกเป็นไง ก็บอกเลยว่านั่งสบายดีไม่มีปัญหาอะไร ความรู้สึกไม่ต่างจากนั่งรถบ้านเท่าไหร่ ถ้าไม่หันไปข้างหลังเห็นพื้นที่แคบๆ ล่ะก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นรถสปอร์ตเลย นึกว่ากำลังนั่งขับอยู่ในรถเก๋งซีดานซะอีก ลืมไปเลยว่านี่มันรถสปอร์ต 2 ประตูชัดๆ

สมรรถนะเครื่องยนต์ อัตราเร่ง
Toyota 86 ใช้เครื่องยนต์ Boxer สูบนอน 2.0 ลิตร ตัวเดียวกันกับที่ใช้ใน Subaru BRZ มีแรงม้า 200 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 205 นิวตัน/เมตร ที่ 6,400 รอบต่อนาที ระบุสเป็คจากโรงงานมาว่ารถหนัก 1,250 กิโลกรัม คันนี้ ทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายใน 7.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 226 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ขับจริงๆ แล้วช้ากว่าที่สเป็คระบุไว้มาก โดยรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ทำอัตราเร่งจาก 0-100 ได้ใน 7.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 223 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยิ่งรุ่นเกียร์อัตโนมัติยิ่งอืดเป็นเต่าไม่ต่างจากรถซีดาน C-Segment เลย ทำ 0-100 ได้ 9.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ของแบบนี้รถบ้านพิกัด 2.0 ลิตรทั่วไปก็ทำได้ นั่นก็คงเป็นเพราะเครื่อง 2.0 ลิตรไร้ระบบช่วยอัดอากาศมันมาได้สุดลิมิตแต่เพียงแค่นี้ หรือไม่ก็เป็นเพราะคุณภาพหรือสเป็กน้ำมันต่างกับที่ทางโรงงานเขาใช้อยู่ ยังไงก็ตามอัตราเร่งยืดหยุ่น 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าดีกว่ารถบ้าน โดยรุ่นเกียร์อัตโนมัติทำได้ 6.45 วินาที รุ่นเกียร์ธรรมดาทำได้ 5.84 วินาที ที่เกียร์สาม และ 7.61 วินาทีที่เกียร์สี่ แต่ยังไงก็ขอบอกย้ำอีกครั้งเลยว่าความรู้สึกในการเหยียบคันเร่งแต่ละครั้งตอบสนองไม่ต่างจากรถบ้านเลย แต่สิ่งที่จะได้กลับมาก็คืออัตราประหยัดน้ำมันที่ทำได้อย่างดีเทียบเท่ารถบ้านคือรุ่นเกียร์อัตโนมัติทำได้ 15.57 กม./ลิตร ส่วนรุ่นเกียร์ธรรมดาทำได้ 14.95 กม./ลิตร เสียงเครื่องยนต์หรือท่อไอเสียถ้าคนที่ไม่เคยขับรถสปอร์ตก็คงรู้สึกว่ามันดังแล้ว แต่ถ้าคุณเคยชินกับรถประเภทนี้ เสียงแบบนี้ไม่ต่างอะไรเลยกับเสียงตดแมว เบาและเงียบสนิท ความแรงของเครื่องยนต์ไม่ก่อให้เกิดความสนุกตื่นเต้นอะไรทั้งสิ้น จนกว่าจะได้มาพบกับสิ่งต่อไปนี้

ช่วงล่างหรือระบบรองรับ
ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบดับเบิลวิชโบนหรือปีกนกคู่ การเซ็ตช่วงล่างและพวงมาลัยทำได้อย่างลงตัวมาก พวงมาลัยบังคับควบคุมได้ง่าย ว่องไว และแม่นยำ แต่ยังมีน้ำหนักหนืดมือให้สัมผัสได้ในยามใช้ความเร็วสูง เป็นพวงมาลัยไฟฟ้าที่เซ็ตได้ใกล้เคียงกับพวงมาลัยไฮดรอลิคในอดีต มีน้ำหนักที่ลงตัวทั้งในย่านความเร็วสูงและความเร็วต่ำ ต่างจากพวงมาลัยตุ๊ดในรถญี่ปุ่นยุคปัจจุบันที่เบาอย่างกับถุงก็อบแก็บ ทำอย่างกับกำลังแขนของมนุษย์ชายหญิงพันธุ์โฮโมเซเปียน ยุคนี้นั้นอ่อนแอบอบบางเหลือเกิน จนนึกว่าออกแบบพวงมาลัยให้คนเป็นโปลิโอแขนลีบเล็กขับหรือไง เอาล่ะนอกเรื่องมาเยอะมาต่อกันที่ช่วงล่างของ 86 การตอบสนองระหว่างช่วงล่างกับพวงมาลัยเป็นไปอย่างเฉียบคมสัมพันธ์กันอย่างลงตัวคุณจะรู้สึกถึงฟีดแบ็คของช่วงล่างอย่างตรงไปตรงมา อย่างกับว่าคุณใช้มือจับและบังคับล้อให้เลี้ยวซ้ายขวาด้วยตัวคุณเองเลยทีเดียว และด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำของเครื่องยนต์สูบนอน ทำให้การเข้าโค้งเป็นไปอย่างหนึบแน่น แต่ 86 ยังออกแบบช่วงล่างให้ผ่อนปรนในการที่จะทำการดริฟท์ได้อย่างง่ายดาย การแก้อาการในโค้งสามารถทำได้ดีเพราะพวงมาลัยบังคับควบคุมง่ายและแม่นยำ 86 จึงเป็นรถที่คุณสามารถเล่นซุกซนกับช่วงล่างของมันได้อย่างเมามัน จนบางครั้งก็นึกสงสัยว่าตัวเองก็อาจจะทำ Scandinavian flick หรือ feint drift ที่เป็นการดริฟท์โดยการถ่ายน้ำหนัก ได้อย่างกับมืออาชีพเช่นกันเมื่อใช้รถ 86 คันนี้ แต่ก็ไม่เคยลอง และสิ่งที่ทำให้รถคันนี้มีคุณค่าขึ้นมาทันทีก็คือการตอบสนองของช่วงล่างและพวงมาลัยนี่แหละ มันดีเลิศประเสริฐศรีแบบมีคะแนนเต็ม 10 ให้ 10 เต็มได้เลย

สรุป
เป็นรถสปอร์ตที่ใช้งานง่ายขับสบายไม่เมื่อยตุ้ม ประหยัดน้ำมันเมื่อเทียบกับรถสปอร์ตรุ่นอื่นๆ ช่วงล่างและพวงมาลัยประเสริฐที่สุดในสามโลก เพียงแต่ว่ามันเป็นรถสปอร์ตที่ช้าเกินไปเกินกว่าที่จะเรียกว่ารถสปอร์ตได้ แต่สำหรับเรื่องแฮนด์ลิ่งบอกได้เลยว่าโคตรจะสปอร์ต หากจะให้คะแนนก็คงจะให้ตามนี้
รูปลักษณ์ภายนอก: 10/10
การตกแต่งภายใน: 6/10
สมรรถนะเครื่องยนต์ อัตราเร่ง: 4/10
ช่วงล่างและการบังคับควบคุม: 10/10
การใช้งานในชีวิตประจำวัน: 7/10
ความประหยัด: 8/10
ปัจจัยทางอารมณ์: 9/10

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Toyota Corolla Altis 1.6E CNG อีกหนึ่งทางเลือกเพื่อการประหยัดน้ำมัน

Toyota Corolla Altis 1.6E CNG
หลายท่านก็คงจะคุ้นเคยกับรถรุ่นนี้อยู่แล้ว ซึ่ง Toyota Corolla Altis รุ่นที่ใช้น้ำมันเบนซิน ก็เป็นรถที่ขับดีและประหยัดพอตัว และ Toyota ยังมีทางเลือกเพื่อความประหยัดเพิ่มเติมเข้าไปอีกคือ รุ่น 1.6E CNG รุ่นนี้ ที่จำหน่ายในราคา 889,000 บาท แล้วรุ่น 1.6E CNG มีอะไรแตกต่างจาก Altis เบนซินบ้าง เริ่มที่

รูปลักษณ์ภายนอก
ยังคงเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีแต่ตัวอักษร 1.6E CNG เท่านั้น ที่จะบอกความแตกต่างระหว่างรุ่นธรรมดา กับรุ่น CNG

ดีไซน์ภายใน
ตกแต่งด้วยโทนสีเบจดูเรียบง่าย ที่แตกต่างจากรุ่นธรรมดา ก็คือไฟแสดงสถานะการใช้แก็ส และปริมาณแก็ส โดยมีปุ่มกดเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ ระหว่างแก็สกับน้ำมัน อยู่ทางขวามือตำแหน่งประมาณ 4-5 นาฬิกา ส่วนอุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ ก็ไม่แตกต่างจาก Altis รุ่นเบนซินมากนัก

เครื่องยนต์
เป็นเครื่องยนต์ที่เรียกว่า Bi-Fuel Type 1 ZR-FE (CNG) 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 154 นิวตัน/เมตร ที่ 5,200 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแปรผัน 7 สปีด CVT (Super CVT-7) ถังแก็ส NGV จุแก็สได้ 75 ลิตร หรือ 15 กิโลกรัม ผลิตจากโครเมียมโมลีดีนั่มสตีล และท่อส่งแก็สผลิตจากแสตนเลส การมีถังแก็สนี้ต้องแลกกับพื้นที่ห้องสัมภาระด้านหลัง 2 ใน 3 ส่วน ทำให้จุสัมภาระได้น้อยลง และด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากถังแก็สส่งผลให้สมรรถนะอัตราเร่ง และความเร็วจะช้ากว่า Altis รุ่นธรรมดาอยู่ระดับหนึ่ง แต่การส่งผ่านกำลังก็ยังเป็นไปอย่างราบรื่น การเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากน้ำมันไปเป็นแก็สก็ทำได้อย่างราบรื่นไม่มีกระตุก แทบไม่รู้สึกถ้าไม่มองที่หน้าปัดก็เกือบจะไม่รู้ว่ารถเปลี่ยนระบบจากน้ำมันเป็นแก็สแล้ว (รถใหม่ยังใช้งานได้ดีก็เป็นเรื่องปกติ แต่ใช้งานไปนานๆ ยังจะราบรื่นเหมือนเดิมรึเปล่าก็ไม่รู้ คงขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาของแต่ละคน แต่ขึ้นชื่อว่า Toyota จึงมั่นใจว่าใช้งานได้นานแน่นอน) สำหรับคนที่ชอบขับเร็วสมรรถนะความเร็วรถคันนี้อาจจะไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่ แต่คิดว่าลูกค้ากลุ่มที่ซื้อรถประเภทนี้ไม่ได้มองเรื่องความเร็วเป็นเรื่องสำคัญอยู่แล้วแต่จะมองเรื่องของความประหยัดมากกว่า ซึ่งก็ถือว่า Altis 1.6E CNG ตอบโจทย์ข้อนี้ได้อย่างดีเยี่ยม โดยอัตราประหยัดสูงสุดที่เคยทราบคือเมื่อใช้แก็สจะประหยัด 23.23 กิโลเมตรต่อกิโลกรัม โดยราคา NGV อยู่ที่ประมาณ 10.50 บาทต่อกิโลกรัมในวันที่ 16 ตุลาคม 2557 นี้ เท่ากับว่าใช้เงินเพียง 10 บาท 50 สตางค์ ก็สามารถเดินทางได้ไกล 23.23 กิโลเมตร ซึ่งถ้าเทียบกับเชื้อเพลิงประเภทอื่น ในอัตราประหยัดเชื้อเพลิงที่เท่ากัน จะใช้เงินน้อยกว่า 3 เท่า แต่จะจุกจิกกว่าด้านการดูแลบำรุงรักษา ก็ลองคิดคำนวณดูเองว่าแบบไหนจะคุ้มกว่า แต่โดยความเห็นส่วนตัวคิดว่าถ้าขับรถวันละไม่ต่ำกว่า 100 กิโลเมตร รุ่น CNG จะคุ้มกว่า แต่ถ้าไม่ขับรถบ่อยและไม่ขับไกล คือขับไปกลับที่ทำงานไม่กี่กิโลเมตร จะใช้น้ำมันเบนซิน หรือ โซฮอลล์ 91,95 ก็แล้วแต่ รุ่นใช้เชื้อเพลิงระบบเดียว จะเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่า

ช่วงล่างหรือระบบรองรับ
แน่นอนว่าตัวรถมีน้ำหนักมากขึ้นจึงต้องเสริมค่า K ของโช็คอัพให้แข็งขึ้น เพราะ ตัวรถมีน้ำหนักเพิ่มจากรุ่นปกติถึง 75 กิโลกรัม จึงทำให้อาจจะรู้สึกกระด้างไปบ้าง แต่ก็ยังจัดว่านุ่มนวลในแบบรถเก๋ง ไม่ได้กระด้างแบบรถบรรทุกหรือรถกระบะ ซึ่งความนุ่มของช่วงล่างถือว่าพอรับได้ถ้าเทียบกับรถสปอร์ตก็ยังถือว่านุ่มกว่า ถ้าเทียบกับรถซีดานด้วยกัน ก็ถือว่ากระด้างกว่านิดหน่อย การยึดเกาะถนนถือว่าทำได้ดีหากใช้ความเร็วไม่สูงมาก แต่อาจจะหวาดเสียวหน่อยถ้าความเร็วเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมันก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของรถซีดานทั่วไป ซึ่งก็ไม่ต้องคิดอะไรมากเพราะคนที่ซื้อรถรุ่นนี้คงไม่มีจุดประสงค์หลักที่การทำความเร็วไป 140-160 หรอก แต่ถ้าจะทำจริงๆ ระดับนี้ถือว่าสามารถทำได้เช่นกัน เพราะความเร็วแค่นี้สำหรับรถยุคปัจจุบันถือว่าธรรมดามาก และถ้าเข้าโค้งแบบสุดลิมิตจริงๆ จะสามารถทำได้ที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างหวาดเสียวแบบโอกาสหลุดโค้ง 50:50 (ขึ้นอยู่กับลักษณะของโค้งด้วย) ซึ่งการทดลองในครั้งนี้เป็นความบังเอิญโดยไม่ตั้งใจ หากขับรถคันนี้ไม่ควรเข้าโค้งในความเร็วเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะดีที่สุด

สรุป
เป็นรถที่เน้นความประหยัดมากกว่าเรื่องของสมรรถนะ ช่วงล่างมีความยึดเกาะถนนเพียงพอต่อการใช้งานในย่านความเร็วปกติ แต่ราคา 889,000 บาท กับเครื่องยนต์ความจุ 1.6 ลิตร ราคาแพงกว่า Honda Civic 1.8 i-VTEC S AT ที่มีราคา 835,000 บาท และยังพิกัดความจุมากกว่าที่ 1.8 ลิตร แรงม้ามากกว่าที่ 141 แรงม้า สำหรับผู้ที่ชอบความเร็วแล้วอาจทำให้หยุดคิดนานเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

เปรียบเทียบ Sedan D-Segment: Toyota Camry, Honda Accord, Nissan Teana

ตลาดกลุ่มรถซีดาน D-Segment เป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยกลุ่มนี้เน้นขายให้กับลูกค้าช่วงอายุวัยกลางคนซึ่งทำงานมาเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว อาจจะเป็นระดับผู้จัดการ ผู้บริหาร หรือสูงกว่านั้น ซึ่งรถก็ออกแบบมาให้นั่งสบาย หรูหราภูมิฐาน สมกับเป็นรถผู้บริหาร เรียกว่าหรูระดับน้องๆ รถยุโรปกันไปเลย และผู้ร่วมแข่งขันในตลาดกลุ่มนี้ก็มีหลักๆ อยู่สามรุ่น และอาจมีรถคันอื่นมาคาบเกี่ยวในกลุ่มนี้บ้าง แต่ก็ไม่โดดเด่นเท่ากับสามคันนี้ และเจ้ารถสามคันที่ว่านี้ก็คือ Toyota Camry, Honda Accord และ Nissan Teana โดยสถานการณ์จะเป็น Camry กับ Accord แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายโดยมี Teana คอยเข้ามาสอดแทรกและปล่อยทีเด็ดให้สองค่ายยักษ์ใหญ่ได้ตะลึงในบางครั้ง เปรียบเสมือนศึกสามก๊กชิงความเป็นใหญ่ระหว่าง โจโฉ กับ เล่าปี่ โดยมีซุนกวน คอยสอดแทรก ครั้งนี้ขอนำรุ่นมาตรฐาน 2.0 ลิตร ในระดับราคาล้านต้นๆ มาเปรียบเทียบให้ท่านได้ดูกัน เริ่มจาก

Toyota Camry
Toyota Camry 2.0G ราคา 1,279,000 บาท ใช้เครื่องยนต์ 1AZ-FE ความจุ 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้กำลัง 148 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนล้อหน้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดแบบซีเควนเชียล มิติตัวรถ กว้าง*ยาว*สูง 1,825*4,825*1,470 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,775 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 150 มิลลิเมตร

Honda Accord
Honda Accord 2.0EL ราคา 1,299,000 บาท ใช้เครื่องยนต์ R20A 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC i-VTEC ความจุ 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนล้อหน้า ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด มิติตัวรถ กว้าง*ยาว*สูง เท่ากับ 1,850*4,870*1,465 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,775 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 141 มิลลิเมตร

Nissan Teana
Nissan Teana 2.0XE ราคา 1,270,000 บาท ใช้เครื่องยนต์ MR20DE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ความจุ 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนล้อหน้าผ่านเกียร์ Xtronic CVT มิติตัวรถ กว้าง*ยาว*สูง 1,830*4,875*1,490 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,775 มิลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 135 มิลลิเมตร

ตารางเปรียบเทียบรถทั้ง 3 รุ่น
จะเห็นได้ว่า Teana ที่มีแรงม้าน้อยกว่าใครเพื่อนกลับทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ดีที่สุดที่ 11.2 วินาที ทิ้งให้ Accord และ Camry ไปแข่งกัน 2 คันโดย Accord เฉือนเอาชนะไป 0.1 วินาที ก็น่าแปลกใจเหมือนกันที่ Teana ทำได้ขนาดนี้เพราะเทียบแรงบิดต่อน้ำหนักก็ไม่ได้ดีไปกว่า Camry ยิ่งแรงม้าต่อน้ำหนักยิ่งไปใหญ่ แต่ที่ทำอัตราเร่งสปีดต้นได้ดีขนาดนี้คงต้องยกความดีให้เกียร์ CVT ของ Teana ที่ส่งกำลังได้อย่างราบรื่นในช่วงความเร็วต้น ทำให้สามารถทำเวลาได้ดีกว่าอย่างที่เห็น แต่พอเป็นช่วงความเร็วในการเร่งแซง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กลับเป็น Camry ที่ทำเวลาได้ดีที่สุดทิ้งห่างอีก 2 คันที่เหลือ ร่วม 1 วินาที ก็หมายความว่าเวลาจะเร่งแซงรถคันข้างหน้าในความเร็วระดับนี้ Camry ทำได้ไวกว่า ซึ่งเวลา 1 วินาที ก็มีความหมายพอที่จะทำให้คุณพ้นจากการประสานงานกับรถที่วิ่งสวนมาข้างหน้าได้อย่างมาก ส่วนอัตราเร่งความเร็วปลายและความเร็วสูงสุดต้องยกให้ Accord ที่เป็นรถที่เร็วที่สุดสมกับที่มีแรงม้ามากกว่าใครเพื่อน และยังเป็นรถที่ประหยัดน้ำมันที่สุดอีกด้วยเรียกว่าประหยัดกว่าอย่างชัดเจน ข่วงล่างก็เกาะหนึบไว้ใจได้ทั้งสามคันแต่ Camry กับ Accord จะรู้สึกถึงความสปอร์ตอยู่บ้างแต่ยังมีความนิ่มนวลนั่งสบายอยู่ ส่วนคนที่ชอบช่วงล่างนุ่มๆ แบบรถนั่งสบายๆไปเลยก็ต้องเป็น Teana ก็เรียกได้ว่าทั้ง 3 คันมีดีคนละแบบคนละสไตล์ โดยในข้อมูลทางตัวเลขก็ชัดเจนในตัวมันเองแล้ว ทั้งสามคันก็มีสมรรถนะ ที่ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากนัก ก็ขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมส่วนตัวเลยว่าจะชอบแบรนด์ไหน หรือถ้าไม่ชอบ 3 แบรนด์นี้ ก็อาจมองหาความแตกต่างอย่าง Peugeot 408, Skoda Octavia, Subaru Legacy, Hyundai Sonata ทั้งหมดนี้ในพิกัดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรดูก็ได้


วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

เปรียบเทียบ Toyota Vios VS. Honda City

ครั้งนี้ขอนำทุกท่านเข้าสู่การเปรียบเทียบรถซีดาน B-Segment 1.5 ลิตร ของค่ายยักษ์ใหญ่ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาอย่างช้านาน อย่าง Toyota และ Honda ซึ่งในกลุ่มตลาดระดับนี้ก็มีรถยนต์คอมแพคซีดานอยู่ 2 รุ่นที่ทำยอดขายสลับกันขึ้นที่หนึ่งที่สองอยู่ในแต่ละช่วงปี นั่นก็คือ Toyota Vios กับ Honda City (ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 เป็น City เฉือนชนะ Vios ไป 11,477 ต่อ 11,412 คัน ต่างกันแค่หลักสิบ แต่มาเดือนสิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ยอดขาย Vios ชนะ City ไปที่ 4,143 ต่อ 3,523 คัน)  โดย Vios รุ่นล่าสุดนั้นเปิดตัวมาก่อน และ All new City ก็ตามมาทีหลัง ก็ต้องมาดูกันว่า Toyota Vios จะมีความเก๋าพอที่จะรับมือ Honda City ที่ใหม่และสดกว่าได้หรือไม่ ครั้งนี้ขอนำรุ่นท็อปทั้งสองยี่ห้อมาเปรีบเทียบกันโดยทาง Toyota จะเป็น Vios S และ Honda จะเป็น City SV+

Toyota Vios



Honda City
เปรียบเทียบสเป็ค Vios, City

เรียกว่าเรื่องของกำลังเครื่องยนต์นั้น Honda City มีมากกว่าทั้งแรงม้าและแรงบิด (ขอแก้ตรง 120 แรงม้าเป็น 117 แรงม้า และแรงม้าต่อน้ำหนักจาก 108.9 เป็น 106.17 แรงม้า/ตัน)  และเมื่อเทียบกำลังต่อน้ำหนักแล้ว City ก็ยังมีมากกว่าอยู่ดี และเวลาขับจริงๆ ก็เป็น City ที่ออกตัววิ่งได้อย่างกระฉับกระเฉงกว่าไม่ว่าจะเป็นรอบต่ำ กลาง สูง แต่ Toyota Vios นั้นจะอืดในรอบต่ำต้องลากรอบสูงๆ อัตราเร่งจึงจะมาเป็นน้ำประปาแตก เรียกว่าคล้าย Vios Gen1 Gen2 เหมือนกันเพียงแต่รู้สึกว่าเร็วกว่านิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะอัตราทดเกียร์ที่ห่างเกินไปและมีแค่ 4 เกียร์ มันเลยติดลากรอบสูงเหมือน Vios ตัวเดิมๆ ส่วนช่วงล่างทั้งสองคันไม่มีปัญหาอะไร สามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ การซับแรงสั่นสะเทือนเป็นไปอย่างนุ่มนวลทั้งคู่ และเป็นรถที่นั่งสบาย แต่ Vios แอบมีกังวลเล็กๆเพราะอาการโยนตัวยามเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ซึ่งตรงนี้ City รู้สึกได้น้อยกว่า แต่เรื่องทิศทางและน้ำหนักพวงมาลัยเป็น Vios ที่ทำได้ดีกว่า มีความแม่นยำและน้ำหนักเฟิร์มกำลังดี แต่ City พวงมาลัยยังขาดความแม่นยำ น้ำหนักและระยะฟรียังรู้สึกไม่ค่อยลงตัว

มาถึงบทสรุป ก็เรียกว่าทั้งสองคันเรียกคะแนนในส่วนที่แตกต่างกัน Honda City ได้เปรียบในเรื่องของประสิทธิภาพเครื่องยนต์และระบบเกียร์ ส่วนของช่วงล่างก็ไว้ใจได้มากกว่านิดหน่อย Toyota Vios ได้เปรียบในเรื่องการเซ็ตพวงมาลัยที่ให้ทิศทางแม่นยำและน้ำหนักลงตัวกว่า แถมรัศมีวงเลี้ยวแคบกว่าถึง 20 เซนติเมตร ทำให้การใช้งานในเมืองและการใช้งานภายในพื้นที่จำกัดสามารถขับได้อย่างคล่องตัวกว่า อย่างเช่นการกลับรถในพื้นที่แคบที่บางครั้ง Vios สามารถไปได้ด้วยจังหวะเดียว แต่ City ต้องถอยหลังอีกหนึ่งจังหวะก่อนจะเดินหน้าไปได้รวมเป็น 2 จังหวะ และ Vios มีราคาถูกกว่า 15,000 บาทซึ่งเท่ากับเงินเดือน 1 เดือน ของผู้ที่เริ่มต้นทำงาน นับว่าส่งผลอย่างมากทีเดียว เพราะถ้าซื้อ Vios คุณจะได้กินดีอยู่ดีมากกว่าถึง 1 เดือน หากซื้อ City คุณอาจต้องกินแกลบมากกว่าอีกหนึ่งเดือน ก็แล้วแต่ว่าจะพิจารณาถึงความคุ้มค่าต่อสมรรถนะของตัวรถหรืออยากจะจ่ายน้อยกว่าแต่สมรรถนะอาจจะน้อยลงมาหน่อย ซึ่งก็น่าเสียดายที่ไม่มีตัวเลขอัตราประหยัดน้ำมัน หรือ อัตราเร่งและความเร็วสูงสุดมานำเสนอ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจะบอกเป็น Fact เลยว่ารถคันไหนเร็วกว่า ประหยัดน้ำมันกว่า แต่ตอนนี้บอกได้แต่เพียงว่า City แรงกว่าและมันเป็นเพียงความรู้สึกของผมเอง ถ้าคนอื่นมาขับอาจจะรู้สึกต่างออกไปก็ได้ ซึ่งผมก็ขอแนะนำให้ถ้าคุณสนใจรุ่นไหนก็สามารถติดต่อขอลองขับด้วยตัวเองเลยครับ รู้สึกชอบคันไหนก็ตัดสินใจเลือกคันนั้นได้เลย และขอให้มีความสุขกับรถที่ท่านเลือกครับ

คู่มือซ่อมบำรุง Toyota Vios

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

รีวิวรถมือสอง Toyota Soluna Vios ปี 2002-2007 โฉมแรก

Vios Gen.1 (2005) NCP42 เครื่อง 1NZ-FE
ตลาดรถยนต์นี่ก็แปลกอยู่อย่าง รถบางรุ่นบางยี่ห้อตอนขายใหม่ๆเป็นรถป้ายแดงนี่ดูเหมือนกับว่าไม่ค่อยมีคนสนใจ ด้วยว่าเห็นมันวิ่งอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง แต่พอนานๆ ไปเริ่มเห็นคนขับน้อยลงทุกที กลายเป็นรถมือสอง ก็เริ่มมีคนมาสนใจแถมยังถามซื้อและให้ราคาดีซะด้วย ยิ่งรถที่เลิกผลิตไปแล้วนี่เต็นท์รถบางเจ้าถึงกับหยิบมาเป็นจุดขายว่ารถคันนี้รุ่นนี้มัน Rare นะเฟ้ย อย่าง Toyota Wish ที่ผลิตออกมา Gen เดียวก็เลิกผลิตไปเลยนี่บางคนก็ตามหากันให้วุ่นวาย บางคนถึงกับซื้อมาเก็งกำไรขายได้กำไรหลักหมื่นเกือบแสนเลยก็มี (เคยได้ยินว่ามีคนขายได้กำไร 70,000 บาท) แล้วมันจะเกิดขึ้นกับรถยี่ห้ออื่นอย่าง Lancer EX บ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ในวันนี้รถที่จะมานำเสนอจะว่าหายากไม๊ ก็ไม่ยาก แต่เป็นรถที่ใช้การได้ดี ไม่มีอะไรจุกจิกกวนใจมาก อะไหล่ก็หาง่ายและราคาถูก อย่าง Toyota Soluna Vios เจเนอเรชั่นที่ 1

รถคันนี้เริ่มผลิตในประเทศไทยในปี 2002 ถึงปี 2007 โดยมี codename ย่อๆว่า NCP42 หลักๆที่วางขายในประเทศไทยก็จะใช้เครื่องยนต์ 1NZ-FE ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้พละกำลังสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที มีระบบส่งกำลังให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ขับเคลื่อนสองล้อหน้า โดยช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ แม็กเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง ช็อกแอ็บซอร์บเบอร์ ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม คอยล์สปริง ช็อกแอบซอร์บเบอร์ เมื่อใช้วิ่งทางไกลถนนต่างจังหวัดจะกินน้ำมันประมาณ 14 กิโลเมตรต่อลิตร ถ้าวิ่งในเมืองจะกินประมาณ 10 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ แล้วแต่สภาพการจราจรว่าแออัดขนาดไหน ซึ่งตัวเลขก็ไม่ได้ดูขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเพราะมันก็อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยรถบ้านทั่วไปที่ทำตัวเลขได้ประมาณนี้ แต่ที่ขับในเมืองแล้วเปลืองก็เพราะรถคันนี้เวลาขับต้องใช้รอบสูงอัตราเร่งถึงจะมาแบบพรวดๆ เรียกว่าถ้าลากรอบยาวๆ นี่จะขับสนุกมากบางคนเลยเผลอใจไปกับมัน กดซะเต็มเหนี่ยวมันก็ได้อัตราประหยัดน้ำมันที่ไม่ประหยัดอย่างที่เห็น ซึ่งถ้าขับไปแบบเรื่อยๆ ถึงจะเป็นในเมืองก็ไม่น่าจะทำได้แย่กว่า 12 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ต้องขอบอกเลยว่ารถคันนี้อัตราเร่งขับแล้วยังรู้สึกว่าสนุกกว่ารถซีดาน 1.4-1.6 ลิตร บางรุ่น บางยี่ห้อ ที่วางขายในปี 2014 นี้ซะอีก ถึงจะดูแรงม้าแรงบิดแล้วไม่เท่าไหร่แต่ขับจริงๆแล้วโอเคเลย เพราะ มันรู้สึกถึงความเบาและความคล่องตัว แต่ก็มีข้อเสียคือช่วงล่างและพวงมาลัยรู้สึกร่อนๆ คือเวลาขับด้วยความเร็วสูงประมาณ 140 แล้วรู้สึกมันเบาโหวงเหมือนจะถลาลงข้างทางอย่างซะอย่างนั้น เบรกนี่แล้วแต่อายุการใช้งานคือถ้าใช้ใหม่ๆนี่เบรกจะหนึบจนกัวทิ่ม แต่ถ้าใช้ไปนานๆจะมีอาการเฟด เบรกไม่ค่อยอยู่ ซึ่งใครใช้กันอยู่ก็หมั่นเช็กกันเอาเองตามอายุอะไหล่ที่ระบุไว้ในคู่มือนั่นแหละ (บางคนทำคู่มือหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้) เอาจริงๆ ก็ควรขับไม่เกิน 120 ตามกฎหมายกำหนดนั่นแหละดีที่สุด เรื่องวัสดุตกแต่งภายในก็สมราคาแต่ไอ้มาตรวัดความเร็วแบบตัวเลขนี่เห็นแล้วขัดลูกกะตาจริงๆ แล้วเอาไปวางอยู่ตรงตำแหน่งคอนโซลกลางนี่จะเหลือบมองต้องทำตาเหล่ๆด้วยใช่รึเปล่าเนี่ย

สุดท้ายก็ขอสรุปว่า Vios รุ่นนี้ เป็นรถที่ใช้ง่าย บำรุงรักษาง่าย ไม่ต้องใช้ Specialist หรือช่างเฉพาะทางในการซ่อม แค่ช่างที่พอจะมีความรู้เป็นช่างที่ไว้ใจได้ มีความใส่ใจ ก็สามารถซ่อมรถคันนี้ได้ไม่ยากนัก อะไหล่มีให้เลือกเยอะแยะทั้งของเก่าของใหม่ หรือของแต่งซิ่งก็มีให้เลือกอย่างจุใจ ร้านอะไหล่มีอยู่ทุกหัวระแหง เป็นรถที่มีอัตราเร่งขับสนุกเมื่อเทียบกับพิกัดเครื่องยนต์เดียวกัน ด้านช่วงล่างแม้ไม่ถึงกับดีแต่ขับไม่เกิน 120 ก็ไม่มีปัญหาอะไร ด้านความประหยัดก็อยู่ตามเกณฑ์เฉลี่ยรถบ้านทั่วไป ขอให้คำนิยามสั้นๆ กับรถคันนี้ว่า "เป็นรถที่ใช้ไปแบบไม่ต้องคิดอะไรให้มาก เหลือเวลาไปทำมาหากินได้สบาย" อ้อเกือบลืมบอกไป ราคา ถ้าเป็นรุ่น 1.5J จะอยู่ที่ 143,000-239,000 บาท ถ้าเป็นรุ่น 1.5E (ABS+Airbag) จะอยู่ที่ 160,000-256,000 บาท ลงวันที่ 18 กันยายน 2557

รู้สึกขัดใจกับมาตรวัดเท่านั้น (รถปี 2005)
คู่มือซ่อมบำรุง Toyota Vios

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

Toyota Land Cruiser Prado ลูกพี่ใหญ่ของ Fortuner


Toyota Land Cruiser Prado

สถานะระหว่าง Prado กับ Toyota Fortuner นั้นแทบไม่ต่างจากการเป็นพี่น้องกันเลยก็ว่าได้ เพราะหลายๆ คนที่ใช้ Fortuner ก็มักจะใช้อะไหล่แต่งของ Prado เพื่อเสริมความเท่ให้กับรถของตัวเอง และอะไหล่บางชิ้นที่ส่งผลต่อการใช้งานก็ยังเข้ากันได้แบบพอดีเป๊ะ เรียกว่าหากอยากอัพเกรด Fortuner ของตัวเองให้มีระดับไปอีกก็ใช้อะไหล่ Prado มันเลย แล้ว Toyota Land Cruiser Prado ที่นำเข้าไทยมาราคา 2-3 ล้านบาทเนี่ย จริงๆแล้วมันสมรรถนะดีอย่างที่คนเข้าใจกันรึเปล่า ซึ่งผมก็เข้าใจว่ามันดีนั่นแหละเพราะคนอเมริกันบางคนถึงกับยกมันเทียบกับ Jeep Grand Cherokee เลยทีเดียว Toyota Land Cruiser Prado รุ่นปัจจุบันเป็น Generation ที่ 4 รหัส J150 ที่แปะตราเป็น Lexus GX 460 ในตลาดอเมริกา (จริงๆ มันเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ Pajero Shogun ด้วยเหมือนกัน) ครั้งนี้ขอแนะนำ Prado เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบ ขับเคลื่อนสี่ล้อ มีแรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิด 410 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 รอบต่อนาที น้ำหนักรถเปล่า 2,210 กิโลกรัม อัตราบริโภคน้ำมันโดยเฉลี่ย 11.36 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าเปลืองน้ำมันใช้ได้ แต่ก็อยู่ในช่วงมาตรฐานของ SUV ทั่วไปซึ่ง Fortuner เองก็มีตัวเลขแบบนี้ให้เห็นอยู่เหมือนกัน แต่รถระดับนี้ย่อมมีอะไรที่เหนือกว่าแค่เรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์เท่านั้น ด้วยถุงลมนิรภัยที่ให้มาถึง 7 ใบ กับโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่ง มันได้รับการทดสอบและผ่านมาตรฐาน Euro-5, ANCAP 5 และมาตรฐานอื่นๆอีกมากมาย ฉะนั้นเรื่องความปลอดภัยนั้นหายห่วงสำหรับรถคันนี้ สำหรับเรื่องความถึกทนนั้นเป็นจุดเด่นของ Toyota อยู่แล้ว ซึ่งรถคันนี้ได้ผ่านการทดสอบการเดินทางผ่านพื้นที่ทุรกันดารของ Australia เป็นระยะทางกว่า 450,000 กิโลเมตร ซึ่งหัวหน้าวิศวกรของ Toyota Australia ซาดาโยชิ โคยาริ กล่าวว่า "ถ้ามันสามารถเอาตัวรอดใน Australia ได้ มันก็สามารถเอาตัวรอดได้ทุกที่ในโลก" คำพูดนี้แสดงถึงความมันใจอย่างเต็มเปี่ยมว่ารถคันนี้สามารถลุยไปได้ทุกที่ในโลก Prado คันนี้สามารถทำให้คนขับสามารถลุยได้อย่างผ่อนคลายไม่ว่าจะเป็นการปีนเขาลงเนิน สมรรถนะของมันจะไม่ทำให้รู้สึกเกร็งหรือกังวลเวลาขึ้นหรือลงทางลาดชันเลย เพราะไม่จำเป็นต้องเค้นพละกำลังหนักๆ จากแรงบิดสูงสุดที่มาเพียงรอบต่ำแค่ 1,600 รอบต่อนาที แต่ไอ้รถคันนี้ยังมีข้อเสียตรงที่การตอบสนองของพวงมาลัยที่ไม่ค่อยจะเที่ยงตรงซักเท่าไหร่ และยังขาดฟีดแบ็คจากพวงมาลัยทำให้ยากในการที่จะประเมิณสภาพการเกาะถนนหรือกริ๊พของยางได้ มองดูแล้วถือว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกับ SUV ชั้นนำของโลกได้หลายๆ รุ่น แต่จนแล้วจนรอดไอ้นักทดสอบที่ทดสอบรถคันนี้ที่ผมแปลและสรุปรีวิวมาให้คุณได้อ่านก็นั่งสแคลชไข่แล้วสรุปออกมาว่า Toyota Land Cruiser Prado ยังแพ้ให้กับ Land Rover Discovery 4 อยู่ดี (ก็แหงล่ะ Discovery 4 ราคาแพงกว่ากันตั้งเยอะนี่นา)


ดูเครื่องยนต์ซะให้เต็มตา
Land Cruiser 1998-2007 Service Manual

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

Ford Fiesta Ecoboost vs. Toyota Yaris ห่างกันสุดขอบฟ้า ใกล้กันแค่ฝ่ามือ

ในตอนแรกก็ยังไม่แน่ใจว่าควรเอารถสองคันนี้มาเทียบกันรึเปล่าเพราะผู้ผลิตตั้งใจจะเน้นตลาดต่าง Segment กัน โดย Toyota Yaris ลดพิกัดไปเล่นในกลุ่ม Eco Car โดยมี Suzuki Swift เป็นคู่แข่งสำคัญ ส่วน Ford Fiesta Ecoboost คันนี้ ลดขนาดเครื่องยนต์ได้อย่างน่าทึ่งมีพิกัดความจุแค่ 1.0 ลิตร แต่ให้พละกำลังเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรเลยทีเดียว และทาง Ford เองก็พยายามสื่อให้เห็นว่า Fiesta Ecoboost ไม่ใช่ Eco Car แต่ก็ประหยัดน้ำมันพอๆ กับ Eco Car เลยทีเดียว Fiesta คันนี้สามารถนำไปเปรียบเทียบได้หลายคันมากทั้ง Chevrolet Sonic, Honda Jazz, Honda City, Toyota Vios ไปจนถึง Nissan Pulsar 1.6 ลิตร ก็ยังเทียบได้ แต่ครั้งนี้ขอเทียบกับพิกัดเครื่องยนต์ใกล้เคียงกันก่อน
มาดูรายละเอียดของ Fiesta กัน

Ford Fiesta Ecoboost
Ford Fiesta Ecoboost พิกัดเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร 3 สูบ เทอร์โบ มีแรงม้า 125 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 170 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-4,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Powershift 6 สปีด ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า

Toyota Yaris
Toyota Yaris ใช้เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว มีแรงม้าสูงสุดที่ 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 108 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT ไปสู่ล้อคู่หน้า

มาเปรียบเทียบกันที่กำลังเครื่องยนต์และอัตราเร่ง
Ford Fiesta Ecoboost เอาชนะไปแบบไม่ยากนักถึงแม้เครื่องจะเล็กกว่าแต่อัตราเร่งมันแรงอย่างน่าเหลือเชื่อซึ่งจากความรู้สึกมันเหมือนกับขับรถพิกัด 1.5-1.6 ลิตรมากกว่า รถมีพละกำลังมาให้ใช้อย่างเหลือเฟือบางจังหวะที่รถชะลอความเร็วและต้องการแรงบิดเพื่อการเร่งแซงก็ทำได้ดีไม่มีปัญหา บางครั้งไม่ต้องคิกดาวน์ก็ยังเร่งแซงได้สบาย การทำงานของเครื่องยนต์เงียบเชียบไม่มีอาการสั่นกระตุกให้เห็น การส่งกำลังผ่านเกียร์ก็ทำได้อย่างราบรื่นเหนือกว่า Fiesta รุ่นเดิมอยู่หลายขุม ความเร็วสูงสุดไปถึง 185 และยังมีเหลือให้ไปต่อได้อีกซึ่งเอาจริงๆ น่าจะไปได้ถึง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่งจาก 0-100 สามารถทำได้ต่ำกว่า 12 วินาทีโดยเฉลี่ย ส่วน Toyota Yaris ช้ากว่าชัดเจนแต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมายเพราะจากตัวเลขแรงม้าที่มีอยู่ก็เป็นไปตามคาดโดยอัตราจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะช้ากว่า Fiesta ประมาณ 1 วินาที ความเร็วสูงสุดก็ทำได้เกิน 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่แต่จะมาแผ่วๆช่วง 140 การจะทำความเร็วต่อจากนั้นถือว่าไปแบบอืดมากหากไม่จำเป็นถึง 140 ควรถอนคันเร่งซะจะดีกว่าเพราะมันนานมากกว่าจะไปถึงความเร็วสูงสุดได้

ช่วงล่างและการควบคุม
Ford Fiesta Ecoboost ก็ยังให้ความรู้สึกมั่นใจกว่าอยู่ดีทั้งการทรงตัว น้ำหนักพวงมาลัย ปรับเซ็ตมาดีมากถือว่าทำการบ้านมาได้ดี เมื่อขับทางโค้งคดเคี้ยวจะนิ่งกว่า Toyota Yaris ชัดเจน ด้วยช่วงล่างของ Fiesta ตัวนี้น่าจะเทียบได้กับ C-Segment บางคันเลยด้วยซ้ำ แล้ว Toyota Yaris เป็นไง ถึงจะด้อยกว่าก็ไม่ถือว่าแย่ถือว่าดีเลยแหละสำหรับ Eco Car และยังดีกว่าเพื่อนร่วมสถาบันอย่าง Toyota Vios นิดนึง ก็ถือว่าถ้าขับความเร็วปกติก็มั่นใจได้อยู่ ให้ขับถึง 140 ก็ยังพอไหว แต่เกินจากนี้รถจะรู้สึกไม่นิ่งมีอาการส่ายอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเกิน 120 มามันก็มีอาการให้เห็นอยู่บ้างแล้ว ต่างจาก Fiesta ที่ขับ 160 ก็ยังนิ่งเป็นรูปปั้น

อัตราประหยัดน้ำมัน
จริงๆ มันก็แล้วแต่สไตล์การขับของแต่ละคนว่าจะกินน้ำมันมากหรือน้อยหากตีนหนักกดตลอดไม่มีถอนให้รถประหยัดน้ำมันยังไงมันก็เปลืองอยู่ดี เอาเป็นว่าตามเกณฑ์ที่ชาวบ้านปกติเค้าขับกัน Fiesta จะทำได้ถึง 18.9 กิโลเมตรต่อลิตร เป็นตัวเลขที่ระบุโดย Ford ในการทดสอบจริงของนิตยสารฟอร์มูลาทำได้ 18.6 กิโลเมตรต่อลิตรด้วยความเร็วคงที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วน Yaris ทำได้ 16 กิโลเมตรต่อลิตร นี่ขนาด Fiesta ตั้งใจจะไม่ให้เป็น Eco car นะเนี่ยยังประหยัดขนาดนี้

สรุปแล้ว Ford Fiesta Ecoboost ดีกว่าทุกด้านจนผมคิดว่าไม่น่าเอามาเทียบกันเลยแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Yaris ยังมีโอกาส ก็คือราคา 599,000 บาท ซึ่ง Ford Fiesta Ecoboost มีราคาถึง 779,000 บาท แพงกว่ากันเกือบ 2 แสนบาท แบบนี้ถ้ามีงบไม่ถึงก็เลือก Yaris ไปไม่เสียหาย แต่ถ้าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาก็อยากให้ลอง Ford Fiesta Ecoboost ดู เพราะมาครั้งนี้ของเค้าดีจริงหากได้ขับแล้วจะติดใจ

ฟันธง: Ford Fiesta Ecoboost เด็ดกว่าแน่นอน

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รวมดาวเด่นรถสปอร์ตแดนซามูไร (ภาค 2)

จากที่เมื่อวานจบการแนะนำไปกับยี่ห้อ Mazda วันนี้จะมาต่อด้วย Mitsubishi โดยเริ่มกันที่

MITSUBISHI

Mitsubishi GTO (3000GT)
GTO (3000GT)

เป็นรถสปอร์ตคันเดียวที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยนำเข้ามาทำตลาดในยุคทศวรรษปี 90 สนนราคาในตอนนั้นประมาณ 3 ล้านบาท และในตลาดรถมือสองตอนนี้ก็ยังมีราคาแพงอยู่ โดยมีราคาอยู่ในระดับ 8 ถึง 9 แสนบาท ถ้าสภาพดีๆ ก็ขายกันหลักล้านเลยก็มีทั้งที่อายุอานามก็ปาเข้าไป 20 กว่าปีแล้ว สำหรับรุ่นท็อป 3000GT VR4 ใช้เครื่องยนต์ V6 Twinturbo ขับเคลื่อนสี่ล้อมี 320 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 427 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0-100 ใน 5.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หายากมากในประเทศไทยเพราะส่วนใหญ่จะมีขายแต่รุ่น 190 แรงม้า เวอร์ชั่นไทยแต่ยังไงคนที่ซื้อไปก็เอาไปแต่งเพิ่มอยู่แล้ว รถคันนี้แปะตราขายในอเมริกาในนาม Dodge Stealth

Mitsubishi FTO
FTO

รถสปอร์ตที่ถูกลืมในประเทศไทยมีขายเฉพาะตลาดเกรย์มาร์เก็ตเท่านั้นหายากมาก แม้แต่ที่ญี่ปุ่นเองก็เหลือน้อยเต็มที FTO ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร V6 ขับเคลื่อนล้อหน้า มีพละกำลัง 197 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที น้ำหนักรถเปล่า 1,100 กิโลกรัมทำความเร็วสูงสุด 193 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งจาก 0-100 ได้ภายใน 7.1 วินาที

จริงๆ มี Mitsubishi Eclipse อีกที่เป็นรถสปอร์ตแต่มีขายเฉพาะในอเมริกาและผลิตแต่รุ่นพวงมาลัยซ้าย คนที่เล่นเกมส์ Need For Speed น่าจะคุ้นเคยกันดี แต่จะไม่ขอพูดถึง ขอข้ามไปที่ Lancer Evolution ที่เป็นสปอร์ตซีดาน 4 ประตูแทน


Mitsubishi Lancer Evolution IX MR
 Evolution IX MR

ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 4G63 เวอร์ชั่นญี่ปุ่นมี 286 แรงม้า แรงบิด 355 นิวตัน-เมตร น้ำหนักรถ 1,482 กิโลกรัม ทำอัตราเร่งจาก 0-100 ได้ภายใน 5.8 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สำหรับเวอร์ชั่นอเมริกา มีแรงม้า 287 แรงม้าแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 392 นิวตัน-เมตร น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 1,490 กิโลกรัม สามารถทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 4.2 วินาที แต่ความเร็วสูงสุดลดลงเหลือ 234 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Mitsubishi Lancer Evolution X FQ-400
Evolution X

วางขายหลากหลายเวอร์ชั่นแต่ขอแนะนำเวอร์ชั่น UK Spec FQ-400 ที่แรงที่สุด (ไม่นับ FQ-440 MR ที่เป็นรุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี Lancer Evolution ในสหราชอาณาจักร) มี 400 แรงม้า แรงบิด 542 นิวตัน-เมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สามารถนำไปให้จูนเนอร์ปลดล็อกความเร็วสูงสุดให้ได้

NISSAN

มาถึงค่าย Nissan ที่ลืมไปได้เลยและอย่าคิดอย่าฝันว่า Nissan บ้านเราจะนำเข้า GTR มาให้ แต่ยังไงผู้นำเข้าอิสระก็เอามาขายอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ยี่ห้อนี้ยังผลิตรถสปอร์ตป้อนตลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยจะมาเริ่มแนะนำกันที่

Nissan Silvia S15
Silvia S15

Nissan Silvia S15 หรือที่เรียกกันว่า 200SX ในตลาดอเมริกา ใช้เครื่องยนต์ SR20DET มีแรงม้า 250 แรงม้า่ ที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิด 275 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบต่อนาที สามารถทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 5.52 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Nissan 350Z
350Z

รุ่นเครื่องยนต์ VQ35HR 3.5 ลิตร V6 มี 306 แรงม้า ที่ 6,800 รอบต่อนาที แรงบิด 363 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที รุ่น Base มีน้ำหนัก 1,515 กิโลกรัม ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 5.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


Nissan 370Z

370Z

รุ่นสืบต่อจาก 350Z ใช้เครื่องยนต์ VQ37VHR 3.7 ลิตร ในเวอร์ชั่นอเมริกามีแรงม้าถึง 332 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 365 นิวตัน-เมตร ที่ 5,200 รอบต่อนาที น้ำหนักเบาลงจาก 350Z อยู่ที่ 1,466 กิโลกรัม สมารถทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 5.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 253 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Nissan GTR R35
GTR R35

และก็มาถึงคิวของเจ้าก็อตซิลล่า GTR R35 ซูเปอร์คาร์ตัวชูโรงของค่าย ใช้เครื่องยนต์ V6 3.8 ลิตร Twin Turbo ที่มีพละกำลังถึง 542 แรงม้า ที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิด 628 นิวตัน-เมตร ที่ 3,200-5,800 รอบต่อนาที ส่งให้ตัวรถที่มีน้ำหนัก 1,740 กิโลกรัม ทะยานจาก 0-100 ด้วยเวลาเพียง 3.2 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 314 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สื่อหลายสำนักชอบนำไปเปรียบเทียบกับ Porsche 911 และ Audi R8 และหลายๆ ครั้งมันก็ได้รับชัยชนะอย่างงดงาม และเวอร์ชั่นปรับแต่งที่ใช้แข่งในสนาม Nurburgring ที่เรียกว่า GTR Nismo ก็ใช้เวลาต่อรอบเพียง 7 นาที 8.68 วินาที เท่านั้น เร็วยิ่งกว่า Lamborghini Aventador lp 700-4 ที่ทำได้ 7 นาที 25 วินาที แต่เวอร์ชั่นที่ผลิตขายไม่ได้นำไปวิ่งอย่างเป็นทางการ แต่เวลาต่อรอบที่ไม่เป็นทางการอยู่ที่ 7 นาที 43.65 วินาที ยังช้ากว่า Lamborghini Gallardo lp 570-4 Superleggera ที่ทำได้ 7 นาที 38 วินาที เท่ากับ Lexus LFA และ Porsche 911 Turbo แต่ถือว่าช้ากว่าเพียงแค่ 5.65 วินาทีก็ยังไม่เสียหายนักเพราะเอาจริงๆ มันก็ต้องวัดกันที่ฝีมือคนขับด้วย ซึ่งสื่อต่างประเทศต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า GTR ขับง่ายกว่า Lamborghini

SUBARU

มาต่อกันที่ค่าย Subaru ซึ่งมีคู่แข่งของ Lancer Evolution อย่าง Subaru Impreza กันบ้างโดยเริ่มกันที่

Subaru WRX STI 2014
WRX STI

มันก็คือ Impreza โฉมปัจจุบันนั่นแหละ แต่ทาง Subaru ใช้ชื่อรุ่นที่ทำตลาดว่า WRX STI หรือเรียกกันสั้นๆว่า WRX โดยตัดคำว่า Impreza ออกไป โดยรุ่น WRX STI ใช้เครื่องยนต์สูบนอน (Boxer) 2.5 ลิตร เทอร์โบ มี 305 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที 393 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 5.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 264 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Subaru BRZ
BRZ

คู่แฝด Toyota FT 86 ใช้เครื่องยนต์ Boxer 2.0 ลิตร 200 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 205 นิวตัน-เมตร ที่ 6,400 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งจาก 0-100 ได้ใน 7.6 วินาที

TOYOTA

มาปิดท้ายที่ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota ที่ผลิตรถสมรรถนะสูงมาแล้วหลายรุ่นเริ่มกันที่

Toyota Supra
Supra

วิวัฒนาการมาจาก 2000GT และ Celica มีอยู่หลายรุ่นหลายเวอร์ชั่น เวอร์ชั่นแรงสุดที่วางขายในอเมริกามีถึง 320 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิด 427 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 4.6 วินาที และความเร็วสูงสุดของรถทดสอบอยู่ที่ 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่วางขายจริงจำกัดความเร็วเอาไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่า FT1 Concept จะเป็น Generation ต่อไปของ Supra


FT1 Concept


Toyota MR-S

MR-S

ไล่สายตาไปแบบผ่านๆเกือบอ่านผิดเป็น โตโยต้า มิสซิส หรือ มิสเตอร์เอส กลายเป็นคุณนายกับคุณผู้ชายไปเลยสำหรับ เอ็มอาร์เอสเป็น Roadster ที่ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่นเท่าไหร่สู้รุ่นเก่าอย่าง MR2 ก็ไม่ได้ แต่ด้วยต้นทุนค่าบำรุงรักษาที่ต่ำ ก็ถือว่าเป็นรถสปอร์ตสำหรับคนงบน้อย แต่ยังมีแก่ใจอยากซิ่ง ด้วยเครื่องยนต์ 1ZZ-FED ซึ่งวางประจำการในแท็กซี่หลายๆคันในบ้านเรามี 138 แรงม้า ที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิด 169 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที ต้องขอบคุณน้ำหนักที่เบาถึง 996 กิโลกรัม ทำให้มันยังสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 8.7 วินาที แต่ความเร็วสูงสุดก็จำกัดไว้ที่ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามกฎหมายญี่ปุ่น

Toyota FT 86
FT 86

รายละเอียดไม่ต่างจาก Subaru BRZ เท่าไหร่ 200 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ 205 นิวตัน-เมตร ที่ 6,400 รอบ น้ำหนักรถเปล่า 1,250 กิโลกรัม แต่สปีดต้นทำได้ดีกว่าที่ 7.4 วินาที แต่ความเร็วสูงสุดน้อยกว่าที่ 226 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็เลือกเอาระหว่างความเร็วต้นกับความเร็วปลาย เพราะ 86 กับ BRZ ต่างกันแค่การเซ็ตช่วงล่างกับอัตราทดเท่านั้น ซึ่งถ้าอยากให้มันออกมาสมรรถนะเท่ากันเป๊ะก็แค่เซ็ตค่าใหม่ให้เหมือนๆกันเท่านั้นเองไม่ต้องไปเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไรให้เสียเวลา

Lexus LFA

Lexus LFA

ปิดท้ายกันด้วย Supercar ราคาโคตรแพงของค่าย Toyota อย่าง Lexus LFA ที่ก้าวเข้าไปอยู่ในกลุ่ม Exotic Car อย่าง Ferrari และ Lamborghini ไปแล้ว โดย LFA ใช้เครื่องยนต์ V10 4,805 ซีซี กำลังสูงสุด 552 แรงม้าที่ 8,700 รอบต่อนาที แรงบิด 480 นิวตัน-เมตร ที่ 6,800 รอบต่อนาที น้ำหนักรถเปล่า 1,480 กิโลกรัม เร่งความเร็วจาก 0-100 ภายใน 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 326 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาต่อรอบอย่างเป็นทางการที่ Nurburgring ทำได้ 7 นาที 38 วินาที เร็วกว่า Ferrari F430 Scuderia ที่ทำได้ 7 นาที 39 วินาที อยู่ 1 วินาที

สุดท้ายขอจบเรื่องนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ โอกาสหน้าหวังว่าคงจะได้มานำเสนอรถสปอร์ตสัญชาติอื่นอีกครั้ง

อ่าน รวมดาวเด่นรถสปอร์ตแดนซามูไร (ภาคแรก) ได้ที่นี่

คู่มือ Mitsubishi EVO IX (EVO IX Manual)



วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Toyota Yaris 1.2G CVT น่าซื้อหรือเปล่า?


ในช่วงตลาด ECO CAR ซบเซาลงเช่นนี้ หลายๆค่ายได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ Toyota ก็ยังไม่วายลงมาแข่งขันกับเซกเมนต์นี้ โดยนำ Toyota Yaris ซึ่งอยู่ในระดับ B-Segment 1.5 ลิตร ซึ่งไปแข่งกับรถค่ายเดียวกันเองอย่าง Toyota Vios ด้วยเหตุนี้กระมัง Toyota ก็เลย downsizing ให้มันไปอยู่ในเซกเมนต์ eco car 1.2 ลิตรมันซะเลย มาดูข้อมูลทางด้านวิศวะกรรม Toyota Yaris ใช้เครื่องยนต์ 3NR-FE 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า ผ่านเกียร์ CVT รถออกแบบมาสวยแบบดุๆ แต่มีจุดสังเกตดังรูป

กระจังหน้า Toyota Yaris


กระจังหน้า Mitsubishi Lancer EX



 ดูแล้วมันถอดแบบกันมาเต็มๆ มีแตกต่างกันแค่ความโค้งมนที่ Yaris ดูโค้งมนกว่า ซึ่งใครก็ดูออกว่ามันก็อบมานั่นแหละ ลองมองข้ามเรื่องนี้ไป มาดูเรื่องสมรรถนะการขับขี่ ก็ต้องดูว่ามันจะเปรียบเทียบกับกลุ่มไหนถ้าเทียบกับ eco car Yaris ถือว่าอัตราเร่งดีที่สุดถ้าเทียบกับ Suzuki Swift กับ Mitsubishi Mirage ในรุ่นเกียร์ CVT แต่แชมป์ด้านอัตราเร่งยังตกเป็นของ Mitsubishi Mirage รุ่นเกียร์ธรรมดา ช่วงล่างและพวงมาลัยถือว่ามั่นใจได้เพราะมันปรับเซ็ตมาดีพอๆ กับ Swift แชมป์ของกลุ่ม eco car ส่วน Mirage นั้นทั้งโคลงทั้งย้วย พวงมาลัยก็ปรับเซ็ตมาไม่ค่อยดี ให้ความรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อขับในระดับ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องเสียหายอย่างยิ่งกับ Mitsubishi ที่ถือเป็นเทพด้านช่วงล่างแต่กลับทำออกมาได้แค่นี้ ด้านความประหยัดน้ำมัน Yaris อยู่ในอันดับสุดท้ายซึ่ง Mirage อยู่ในอันดับ 1 ตามมาด้วย Swift ถ้านำ Yaris ไปเปรียบเทียบกับญาติเดียวกันอย่าง Toyota Vios ซึ่งอยู่ในระดับ B-Segment ถือว่าอัตราเร่งดีกว่า ช่วงล่างดีกว่า ประหยัดน้ำมันมากกว่า แถมเมื่อเทียบรุ่นกับออปชั่นแล้วราคายังถูกกว่า จนน่ากลัวว่ามันจะมากินกันเองอีกถึงแม้จะอยู่คนละเซกเมนต์กันแล้วก็ตาม โดยรวมแล้วถือว่าเป็นรถที่ดีและน่าใช้คันหนึ่ง แต่โดยส่วนตัวถ้าให้ซื้อ ผมไม่ซื้อ เพราะ ถึงแม้จะบอกว่าสมรรถนะมันดีมันก็ดีแบบ eco car ซึ่งก็ยังคงบุคลิกการขับที่่น่าเบื่อขาดรสชาติ และเกียร์ CVT ก็ส่งกำลังได้จืดชืดอืดบรรลัย ถึงแม้มันจะส่งกำลังดีกว่า eco car ทุกคัน แต่มันก็ยังขับสนุกสู้เกียร์ อัตโนมัติของ Vios ไม่ได้เลย เรื่องการออกแบบก็อย่างที่พูดผมไม่ชอบการออกแบบซึ่งขาดจินตนาการไปลอกแบบคนอื่นมาแบบนี้ถึงแม้จะแค่กระจังหน้า แต่มันก็แสดงถึงความไม่เป็น Original ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ทั่วโลกมีรถมากมายจะให้ไม่ไปคล้ายใครเลยก็เป็นไปไม่ได้ แต่อีแบบนี้มันเหมือนแบบจงใจเกินไปไหม?

สรุป: Toyota Yaris ทำได้ดีแล้ว แต่ยังดีไม่พอ

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

PPV review: Mitsubishi Pajero Sport, Toyota Fortuner, Chevrolet Trailblazer, Isuzu MU-X

PPV (Pick-up Passenger Vehicle) เป็นรถเอนกประสงค์ที่ดัดแปลงมาจากรถกระบะ ผู้ผลิตหลายรายต่างสนใจทำการแข่งขันในเซกเมนต์นี้ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกในตลาดมากมาย ในครั้งนี้จะขอกล่าวถึง รถยนต์ 4 รุ่น ซึ่งน่าจับตามองในกลุ่มนี้ คือ Mitsubishi Pajero Sport, Toyota Fortuner, Chevrolet Trailblazer, Isuzu MU-X โดยขอนำมาเปรียบเทียบให้เห็นกับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อหลังของแต่ละค่าย เริ่มกันที่


Mitsubishi Pajero Sport
ตัวไมเนอร์เชนจ์นี้ไม่มีการปรับเปลี่ยนด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ โดยยังคงใช้ 4D56 VG Turbo 178 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,800-3,500 รอบต่อนาที ส่งผ่านเกียร์อัตโนมัติ5สปีด InvectII Sporttronic เพิ่มความสนุกให้การขับขี่ด้วยก้าน Paddle Shift บนพวงมาลัย


ต่อด้วย Toyota Fortuner 2.5G
ใช้เครื่องยนต์ 2KD-FTV ติดตั้งระบบอัดอากาศ VN Turbo Intercooler ให้กำลัง 144 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิด 343 นิวตันเมตร ที่  1,600-2,800 รอบต่อนาที ส่งผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด


Chevrolet Trailblazer New Duramax
มีการปรับเปลี่ยนขุมพลังจากตัวเดิมโดยใช้เครื่องยนต์ XLDE25 อัดอากาศด้วย Turbo แต่ไม่มีครีบแปรผันเหมือน Pajero กับ Fortuner ให้กำลัง 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 380 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด


Isuzu Mu-X 2.5 AT
ต่อยอดมาจาก Isuzu Mu-7 ใช้เครื่องยนต์ 4JK1-TCX ให้พละกำลัง 136 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 320 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดพร้อมระบบ Revtronic

รถทั้ง 4 รุ่นมีดีแตกต่างกันออกไป โดยขอเปรียบเทียบเพียงสมรรถนะเครื่องยนต์กับช่วงล่าง ส่วนออปชั่นและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ท่านสามารถสอบถามข้อมูลได้จากผู้จัดจำหน่าย ถ้าให้เปรียบเทียบด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ Pajero ยังคงเป็นรถดีเซล 2.5 ลิตรที่เร็วและแรงที่สุด แต่คุณจะไม่รู้สึกถึงความแรงนั้นเลยเมื่อรอบเครื่องยังไม่ถึง 2,000 รอบ ซึ่ง Toyota Fortuner ทำได้ดีกว่าในช่วงตีนต้นที่ให้ความรูสึกจี๊ดจ๊าด รู้สึกถึงแรงดึงมากกว่า แรงให้กำลังในช่วงรอบที่กว้างกว่า แต่พอมาจับเวลากันจริงๆ ช่วงความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แชมป์ตกเป็นของ Chevrolet Trailblazer ตามมาด้วย Pajero, Fortuner และ Mu-X ตามลำดับโดย Trailblazer เฉือน Pajero ไปเพียงเศษเสี้ยววินาที เคยจับ Pajero กับ Fortuner มาแข่ง Drag กันเป็น Fortuner ที่ออกตัวได้เร็วกว่าแต่ก็นำไปได้เฉพาะช่วงออกตัวหลังจากนั้น Pajero ก็แซงเข้าวินซะงั้น ไม่สงสัยว่าความเร็วสูงสุดของ Pajero นั้นสูงที่สุด สามารถไปได้ถึง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวเลขทุกอย่างดีกว่า Fortuner ในการทดสอบ แต่ความรู้สึกในการขับ Fortuner กลับรู้สึกขับสนุกกว่ามีกำลังให้ใช้ทุกรอบการใช้งาน แล้ว Trailblazer ล่ะ เกียร์ธรรมดา 6 สปีดให้ความรู้สึกที่ตรงไปตรงมา อัตราเร่งถือว่าดี แต่ยังมีรอบตกเวลาเปลี่ยนเกียร์ทำให้สะดุดบ้างบางจังหวะ เป็นรถที่ตีนต้นเร็วกว่า Pajero Sport อย่างแท้จริง แต่ความเร็วปลายก็ยังไปไม่เท่า Pajero ซึ่งมองอีกมุมหนึ่งในชีวิตประจำวันมันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วสูงสุดถึงขนาดนั้น นอกจากแข่งกันเพื่อทำสถิติชิงเงินรางวัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงสร้างรถเป็น PPV ที่มีพื้นฐานจากรถกระบะจึงอันตรายอย่างยิ่งที่จะใช้ความเร็วระดับนี้ ส่วน Mu-X น่ะหรือเครื่องยนต์อืดบรรลัย แต่ก็มีดีที่ประหยัดน้ำมันซึ่งตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ แต่พอได้เห็นกับตาตัวเองก็ต้องเชื่อว่า Isuzu ประหยัดน้ำมันจริง หากขับอย่างถูกวิธีมีโอกาสได้เห็น 14-16 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่ง 3 คันที่เหลือทำได้ดีที่สุดแค่ 12 กิโลเมตรต่อลิตร ยิ่ง Pajero ถ้าเค้นหนักๆ มีสิทธิ์ทะลุ 7 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือว่าเป็นรถกินน้ำมันที่สุด ส่วน Trailblazer กับ Fortuner นั้น กินน้ำมันในระดับทั่วไปที่รถเอนกประสงค์พึงจะเป็น

ส่วนเรื่องช่วงล่างและการควบคุมนั้นยกให้ Pajero กับ Trailblazer ไป ไม่ใช่ว่า Fortuner ไม่หนึบ มันหนึบ แต่กับเฉพาะถนนแห้งและเรียบเท่านั้นหากเจอถนนเปียกมีแอ่งน้ำหรือถนนขรุขระ เจ้า Fortuner มันรับมือได้ไม่ดีเท่า Pajero กับ Trailblazer ช่วงล่างที่แข็งกระด้างเมื่อเจอพื้นที่ไม่เรียบก็ซับแรงสะเทือนไม่ดีนักมีกระเด้งกระดอนให้เห็นกันบ้าง และรู้สึกโคลงเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ซึ่งมันก็เกิดขึ้นกับ Pajero และ Trailblazer เหมือนกันแต่สองคันนั้นยังรู้สึกได้น้อยกว่า ช่วงล่างของ Pajero มีความรู้สึกนุ่มนวลนั่งสบายกว่าเวลาผ่านพื้นผิวขรุขระ และเมื่อขับเข้าโค้งก็ไม่รู้สึกย้วยจนเกินไป ส่วน Trailblazer จะรู้สึกแข็งกว่าเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับกระด้าง การบังคับควบคุมพวงมาลัยนั้น Pajero ค่อนข้างจะมีน้ำหนักพวงมาลัยเบากว่า Trailblazer ซึ่งส่งผลต่อความคล่องตัวในความเร็วต่ำ แต่พวงมาลัยของ Trailblazer จะให้ความรู้สึกหนักแน่นมั่นคงยามใช้ความเร็วสูง ส่วน Isuzu Mu-X นั้น ช่วงล่างรู้สึกย้วยไปหน่อย และรู้สึกเต้นมากเวลาผ่านผิวขรุขระเอาเป็นว่า ในรถ 4 คัน มันเป็นรถที่ช่วงล่างห่วยที่สุด

มาถึงข้อสรุป หากท่านต้องการรถขับสนุก อัดคันเร่งได้ทุกรอบความเร็ว ช่วงล่างพอฝากผีฝากไข้ได้ ศูนย์บริการและอะไหล่แพร่หลายซื้อไปแล้วไม่เหงา ก็ไป Toyota Fortuner ถ้าอยากได้รถอัตราเร่งดีปลายไหล ช่วงล่างนิ่มแต่ไม่ย้วย รับได้กับอัตราสิ้นเปลืองที่มากกว่าคันอื่น ก็ไป Mitsubishi Pajero Sport ถ้าอยากได้รถสมรรถนะดี ช่วงล่างดี รับได้กับศูนย์บริการ ก็ Chevrolet Trailblazer หากไม่สนใจสมรรถนะแต่เน้นความคุ้มค่าในการใช้งาน ศูนย์บริการดีเยี่ยม อะไหล่หาง่าย ก็ Isuzu Mu-X ซึ่งถ้าจะซื้อขอแนะนำว่าให้ขึ้นไปเล่นรุ่น 3.0 ลิตรดีกว่า

เรียงลำดับโดยใช้ปัจจัยโดยรวม
1.Toyota Fortuner 2.Mitsubishi Pajero Sport 3.Chevrolet Trailblazer 4.Isuzu Mu-X

เรียงลำดับโดยใช้คุณสมบัติของรถเป็นเกณฑ์
1.Chevrolet Trailblazer 2.Mitsubishi Pajero Sport 3.Toyota Fortuner 4.Isuzu Mu-X

คู่มือซ่อม บำรุง PAJERO SPORT (Service Manual)

Mitsubishi Pajero Sport 2.5l GT VS Isuzu MU-X 3.0l Navi ใครจะอยู่ใครจะไปอ่านได้ที่นี่


English Version


PPV (Pick-up Passenger Vehicle) is the SUVs derived from pickup. Many manufacturers are interested to compete in this segment. This gives alternatives for consumers in the market. Here will be discussed 4 car models is notable in this group are the Mitsubishi Pajero Sport, Toyota Fortuner, Chevrolet Trailblazer, Isuzu MU-X by comparison between the diesel 2.5 liter rear wheel drive in each brand.



Mitsubishi Pajero Sport
a Minor Change still does not change of engine performance while maintaining the 4D56 VG Turbo 178 hp at 4,000 rpm and torque of 350 Nm at 1,800-3,500 rpm Transmission system is 5-speed automatic InvectII Sporttronic with Paddle Shift on the steering.


The Toyota Fortuner 2.5G
Uses 2KD-FTV engine with VN Turbo Intercooler delivers 144 horsepower at 3,400 rpm and torque of 343 Nm at 1600-2800 rpm. Transmission is 5-speed automatic.


Chevrolet Trailblazer New Duramax


The modified power from the old engine XLDE25 with non-variable turbo unlike Pajero and Fortuner that use variable turbo. Trailblazer’s engine delivers 163 horsepower at 3,600 rpm and torque of 380 Nm at 2,000 rpm, the power is delivered by 6 speed manual transmission.

Isuzu Mu-X 2.5 AT
Build on the Isuzu Mu-7 4JK1-TCX engine gives 136 horsepower at 3,600 rpm and torque of 320 Nm at 1800-2800 rpm. The torque and horsepower deliver through 5-speed automatic transmission calls Revtronic.


These four vehicles have a different strength and weakness. If you compare the engine performance 2.5-liter diesel Pajero is still the fastest. However, you will not feel the velocity when the engine is not up to around 2,000 rpm, which performed better than the Toyota Fortuner that feels quicker at acceleration under 2,000 rpm. Nevertheless, in fact the clock shows us acceleration from 0-100 kilometers per hour Champion went to the Chevrolet Trailblazer, followed by a Pajero, Fortuner and Mu-X respectively. Trailblazer overcome Pajero by a millisecond. In Drag Racing Fortuner can overtake Pajero at the beginning afterward Pajero can catch Fortuner and overtake until it attain the finish line first. No doubt that the highest top speed of Pajero can go up to 190 kilometers per hour. All figures are better than Fortuner in the test, but the feeling of driving the Fortuner's always fun to drive at every rpm, Trailblazer 6-speed manual transmission, it feels straightforward. Acceleration is good but there was some irregular for gear shifting offended some rhythm of changing gear speed. Its 0-100 acceleration is faster than Pajero Sport but for a topspeed Pajero is the king, however the top speed is unnecessary in daily life. You do not need to drive 190 kmh everyday. The Mu-X is the slowest but it has great fuel economy, which at first I did not believe. But I saw with my own eyes it's true that Isuzu is very economy when compare with that Pajero, Trailblazer and Fortuner. If the driver drives correctly this car will have a chance to get fuel economy of 14-16 kilometers per liter, which is the best figures result. Another three cars are in average level of 12 kilometers per liter.

As for the suspension and the handling is the strenght of the Pajero and Trailblazer, the Fortuner's response was not as good as the Pajero and Trailblazer. It does not feel stable and reliable for driving Fortuner contrast with the Pajero Sport and Trailblazer. The Fortuner suspension was feeling too stiff when you drove through rough terrain. The comparison of handling between Pajero and Trailblazer found there is a little bit different. Pajero steering feels lighter than Trailblazer. Pajero has more agility to dodge through traffic jam, but Trailblazer steering feel more firmly on high-speed use. The worst suspension and shock absorber is Isuzu MU-X, which make you shake as if you have Parkinson’s disease.

The verdict by Overall factors (include service and maintenance).
1.Toyota Fortuner 2.Mitsubishi Pajero Sport 3.Chevrolet Trailblazer 4.Isuzu MU-X


The verdict by car performance and driving quality.
1.Chevrolet Trailblazer 2.Mitsubushi Pajero Sport 3.Toyota Fortuner 4.Isuzu MU-X

This verdict is for Thailand only.