แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Porsche แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Porsche แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Porsche Macan แทบแยกไม่ออกระหว่างรถสปอร์ตกับ SUV

Porsche Macan
Porsche Macan ให้เทียบง่ายๆ มันก็คือ Cayenne ย่อส่วนเพื่อขยายกลุ่มตลาดในกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง และชอบที่จะขับรถที่มีขนาดกะทัดรัดมากกว่าจะขับรถคันใหญ่อย่าง Porsche Cayenne นั่นเอง แต่ถึงจะย่อขนาดรถ แต่สมรรถนะอัตราเร่งและความเร้าใจต่อการขับขี่ของมันจะรู้สึกต่างจากรถเอนกประสงค์ทั่วไปอยู่ค่อนข้างมาก โดยสมรรถนะที่เรียกได้ว่าสามารถไล่กวดกับรถสปอร์ตได้อย่างสบาย ในประเทศไทย Porsche Macan วางขายอยู่ทั้งหมด 4 รุ่นย่อย คือ 2.0 ลิตร เบนซิน, 3.0 ลิตร V6 Biturbo, ดีเซล 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบ, เบนซิน 3.6 ลิตร V6 Biturbo โดยมีสมรรถนะอัตราเร่งและความเร็วสูงสุด ดังนี้

Macan S เบนซิน 2.0 ลิตร มี 237 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 223 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 5.99 ล้านบาท

Macan S เบนซิน 3.0 ลิตร V6 Biturbo มี 340 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 254 หิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 9.4 ล้านบาท

Macan S เบนซิน 3.6 ลิตร V6 Biturbo มีกำลังสูงสุด 400 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 266 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 12.4 ล้านบาท

Macan S ดีเซล 3.0 ลิตร V6 Turbo มีแรงม้าอยู่ที่ 258 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่ากับ 6.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 7.5 ล้านบาท

การตกแต่งภายในของรถ Porsche Macan คันนี้ ดูเหมือนเป็นห้องโดยสารของรถสปอร์ต เพราะ ส่วนใหญ่ก็ประยุกต์ดีไซน์ทั้งหมดมาจากรถสปอร์ตของ Porsche เอง ข้างในตกแต่งด้วยโทนสีดำซึ่งเป็นสีมาตรฐานมากับตัวรถ มีระบบ เปิด-ปิด ช่องเก็บสัมภาระด้วยไฟฟ้า ควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ด้วยหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ทั้งยังมีระบบเครื่องเสียงระดับ High-End เพิ่มความเพลิดเพลินไปกับการเดินทาง

ส่วนบทวิจารณ์ของรถคันนี้นั้นขอยกตัวอย่างรุ่นท็อปราคา 12.4 ล้านบาท ที่มีน้ำหนักรถถึง 1,925 กิโลกรัม แต่ก็ยังทำอัตราเร่งและความเร็วสูงสุดได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แถมยังประหยัดน้ำมันที่ 11.24 กิโลเมตรต่อลิตร ทั้งยังมีความจุถังน้ำมัน 75 ลิตร ทำให้มีพิสัยการเดินทางเมื่อเติมน้ำมันเต็มถังที่ 843 กิโลเมตร และ ปล่อยไอเสีย 208 กรัมต่อกิโลเมตร Porsche Macan นั้นใช้ชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้น ที่มาจาก Audi Q5 ถ้าสังเกตดีๆ จะพบอะไหล่บางตัวแปะตราของ Audi อยู่ แต่ Macan ก็ซ่อนความเป็น Audi ไว้อย่างแนบเนียนผ่านบุคลิกการขับขี่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแม้จะใช้โครงสร้างช่วงล่างเดียวกันแต่ช่วงล่างของ Macan มันคือช่วงล่างแบบสปอร์ตที่พร้อมจะสาดโค้งอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ ต่างจากช่วงล่าง Audi Q5 ที่เน้นความนุ่มและความสบายเป็นหลัก แต่ถึงแม้ Macan จะมีช่วงล่างออกแนวสปอร์ตแต่ก็ไม่รู้สึกแข็งกระด้างเท่ารถสปอร์ตรุ่นต่างๆ ของ Porsche เลย คือ สมรรถนะพอเทียบกันได้แต่ Macan นั่งสบายกว่า ซึ่งคนที่ชอบความเร็วแต่ไม่ชอบความกระด้างแบบรถสปอร์ตก็สามารถหันมาเล่นรุ่นนี้ได้ ซึ่ง Porsche Macan นั้นสมรรถนะกิน SUV ในกลุ่มเดียวกันขาดกระจุย แต่ที่ยังน่ากังขาอยู่ก็คือมันยังคงตอบโจทย์ความเป็น SUV ได้ไม่ครอบคลุมเท่า Range Rover Evoque ที่รุ่นท็อปยังราคาถูกกว่ารุ่นต่ำสุดของ Porsche Macan นับล้านบาทอยู่นั่นเอง

ท้าย Porsche Macan

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

Porsche 918 Spyder วิวัฒนาการที่ผสมผสานความเร็วกับการใช้งานได้อย่างลงตัว

Porsche 918 Spyder
Porsche 918 Spyder เป็น Plug-in Hybrid ซูเปอร์คาร์คันแรกที่ออกวางขายก่อน Mclaren P1 และ Ferrari LaFerrari วางขายเพียง 918 คันและตอนนี้เป็น Production Car ที่มีผลงานอย่างเป็นทางการที่ Nurburgring Nordschleife ดีที่สุดทำได้ 6 นาที 57 วินาที (รุ่น Weissach Package) ขับโดยนักขับของ Porsche เอง เป็นรองแค่ Radical SR8LM กับ Radical SR8 ที่ทำเวลาได้ 6:48 นาที และ 6:55 นาที ตามลำดับ และรถสองคันนั้นไม่ใช่ Production Car รถที่เป็น Road Legal จริงๆที่ทำเวลาได้ต่ำกว่า 7 นาทีอย่างเป็นทางการ มี Porsche 918 Spyder คันนี้คันเดียว ถึงแม้จะมีข่าวลือว่า Mclaren P1 จะทำได้ 6:33 นาที แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันถือว่าตัวเลขนี้ยังเชื่อถือไม่ได้ มีแต่เพียงคำยืนยันจากปาก Mclaren เองว่าทำได้ต่ำกว่า 7 นาทีตรงนี้น่าจะเป็นไปได้มากกว่า แต่ก็ยังไม่มีการะบุเวลาอย่างชัดเจนคาดว่าทาง Mclaren คงรอให้ Ferrari ประกาศผลเวลาของ LaFerrari อย่างเป็นทางการเสียก่อนหลังจากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการของตัวเองหรือไม่ ซึ่งก็มีข่าวลือออกมาเหมือนกันว่าทำได้ 6:35 นาที แต่ก็ยังไม่มีใครออกมายืนยันตัวเลขนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งดูแล้วก็พอจะเดาสถานการณ์ออกว่า หากฝ่ายใดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการมาแล้วอีกฝ่ายยังอุบไว้เป็นความลับก็แสดงว่าฝ่ายนั้นทำเวลาได้ช้ากว่า ซึ่งสถานการณ์มันกดดัน Ferrari มากกว่าเพราะรถราคาแพงกว่า 918 Spyder กับ P1 หากว่า P1 ทำเวลาได้แย่กว่า LaFerrari ก็ยังแก้ตัวได้ว่ารถ P1 คันนี้ขายราคาถูกกว่า แต่หาก LaFerrari ช้ากว่าล่ะก็จะไม่มีข้อแก้ตัวอะไรเลย

เอาล่ะจบเรื่องสงคราม Hybrid Supercar มาว่ากันต่อที่สมรรถนะของ 918 Spyder กันได้แล้ว Porsche 918 Spyder ใช้เครื่องยนต์วางกลาง V8 4.6 ลิตร ขับเคลื่อนสี่ล้อพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ลูก ผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 สปีด เฉพาะเครื่องยนต์ให้พละกำลัง 608 แรงม้า และมอเตอร์ 2 ลูก ให้กำลัง 279 แรงม้า รวมพละกำลังทั้งหมด 887 แรงม้า ที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิดรวมทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ออกมาทั้งหมด 1,275 นิวตัน-เมตร น้ำหนักรุ่นมาตรฐาน 1,700 กิโลกรัม ส่วนรุ่น Weissach Package หนัก 1,640 กิโลกรัมเบาลง 60 กิโลกรัม รถคันนี้ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 2.6 วินาที 0-200 ใน 7.2 วินาที และ 0-300 ใน 19.9 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 345 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราประหยัดน้ำมันโดยเฉลี่ย (ใช้ระบบ Hybrid พร้อมกับเครื่องยนต์วิ่งในโหมดประหยัด ในเมืองและบนไฮเวย์) 33.3 กิโลเมตรต่อลิตร น่าทึ่งมาก ประหยัดซะยิ่งกว่า eco car แต่ต้องแลกมาด้วยราคารถที่แสนแพงเหมือนกัน ปล่อย CO2 79 กรัมต่อกิโลเมตร แต่ถ้านับเฉพาะเครื่องยนต์ขับในโหมดปกติอัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 9.09 กิโลเมตรต่อลิตร ความจุถังน้ำมัน 70 ลิตร ถ้าใช้เฉพาะน้ำมันพิสัยการเดินทางเมื่อเติมน้ำมันเต็มถังจะอยู่ที่ 636.3 กิโลเมตร ความจุกระโปรงท้าย 110 ลิตร ใช้ล้อและยาง หน้า 20 นิ้ว หลัง 21 นิ้ว จากโรงงาน

ความเห็นจากนักทดสอบนิตยสาร Autocar ให้ความเห็นไว้ว่ารถคันนี้เข้าโค้งได้เรียบนิ่งไม่หวือหวาแต่ก็รู้สึกได้ว่าเร็ว พวงมาลัยแม่นยำอย่างกับจับวางแต่ยังขาดสัมผัสที่ส่งมาจากล้อทั้งสี่อยู่นิดหน่อย เพราะเป็นพวงมาลัยไฟฟ้าไม่เหมือนพวงมาลัยไฮดรอลิกของ Porsche 911 ในยุค 90 ที่จะให้สัมผัสเป็นธรรมชาติมากกว่า และรับรู้ถึงสภาพพื้นผิวและทิศทางของล้อได้อย่างแท้จริง (ตรงจุดนี้ Mclaren 650S น่าจะทำได้ดีกว่าเรื่องสัมผัสที่ละเอียดอ่อน และการสื่อสารระหว่างคนกับรถ ในวงเล็บนี้เป็นความเห็นของผมเอง) ช่วงความเร็วถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมีความรู้สึกว่าเร็วกว่า Bugatti Veyron รุ่นมาตรฐาน แปลให้ชัดก็คือ ถ้าขับในช่วงความเร็วไม่เกิน 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 918 Spyder คันนี้จะรู้สึกว่าเร็วกว่า Veyron ตลอดเวลา ในทุกช่วงความเร็วไม่ว่าจะ 0-60, 60-120, 120-180 หรือ 180-290 ไม่เพียงแค่นั้นมันยังทำงานได้อย่างดีเยี่ยมในโหมดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยในโหมด e-drive มันยังสามารถทำความเร็วจาก 0-97 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.2 วินาที และรถก็ขับไปได้อย่างเงียบเชียบ เรียกว่าสามารถเปลี่ยนบุคลิกจาก supercar ความเร็วสูง ไปเป็นรถบ้านที่ใช้งานง่าย ได้โดยเพียงแค่กดปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่ จะบอกว่ารถคันนี้คนขับสามารถใช้งานได้ทุกเพศทุกวัยหากมีปัญญาซื้อก็ว่าได้ Porsche 918 Spyder ทั้งแรงทั้งประหยัดและอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าตามแบบฉบับรถเยอรมัน ส่วนราคาขาย ในอังกฤษ ตั้งราคารุ่นมาตรฐานไว้ที่ 781,155 ปอนด์ ส่วนรุ่น Weissach Package มีราคาที่ 853,155 ปอนด์


เปรียบเทียบ Hybrid Supercar ทั้ง 3 คัน

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

Porsche 911 Turbo S แรงจัดประหยัดน้ำมันจริง

Porsche 911 Turbo S
ขอยืมสโลแกน Isuzu D-Max มาใช้กับรถสปอร์ตคันนี้หน่อยเหอะ เพราะ มันเหมาะจริงๆกับสโลแกนนี้ด้วยสมรรถนะที่ได้มาเปรียบเทียบกับน้ำมันที่ใช้มันคุ้มค่าทุกหยดจริงๆ และนี่ก็คือสไตล์ของรถเยอรมันโดยแท้ที่เน้นความคุ้มค่าและใช้งานได้จริง ทั้งแรงทั้งประหยัด และขับได้ทุกวันไม่ว่าจะไปเที่ยว เข้าห้าง จ่ายตลาด หรือจะเอาไป Track Day หรือ ออกทริปต่างจังหวัด เอาขับไปสวนยางพารา Porsche 911 Turbo S ก็ไปได้ ว่าไปนั่น แต่มันทำได้จริงๆ ถ้าคิดจะทำ และไม่กลัวเลอะ เอาล่ะมาถึงตรงนี้ก็ขอนำเสนอตัวเลขสมรรถนะของเจ้ากบกระโดดตัวนี้กันหน่อย Porsche 911 Turbo S ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบนอน boxer วางหลัง 3.8 ลิตร ไบเทอร์โบ หรือ เทอร์โบคู่เหมือนทวินเทอร์โบนั่นแหละ แต่เรียกคนละแบบ ขับเคลื่อนสี่ล้อส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ PDK แรงม้าสูงสุด 560 แรงม้าที่ 6,500-6,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 2,100-4,250 รอบต่อนาทีในโหมดปกติ แต่ถ้าอยากเค้นกำลังเกินปกติแบบ Sport Plus ก็จะมี 750 นิวตัน-เมตร ที่ 2,200-4,000 รอบต่อนาที อัตราส่วนกำลังอัด 9.8:1 สมรรถนะอัตราเร่งโดยใช้โหมด Sport Plus เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 3.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 318 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย 10.309 กิโลเมตรต่อลิตร นับว่าประหยัดมากเทียบกับสมรรถนะที่ได้แต่ใช้น้ำมันแค่ลิตรเดียวก็วิ่งได้เกิน 10 กิโลเมตรแล้ว ในขณะที่รถสปอร์ตคันอื่นๆ ถ้าสมรรถนะแบบนี้จะทำอัตราประหยัดน้ำมันไม่ถึง 10 กิโลเมตรต่อลิตรเลย จะเห็นส่วนมากก็ 6-8 กิโลเมตรต่อลิตร และ 911 Turbo S ก็มีอัตราการปล่อย CO2 เพียง 227 กรัมต่อกิโลเมตร เท่านั้น น้ำหนักรถเปล่ามีของเหลว 1,680 กิโลกรัม ไม่มีของเหลว 1,605 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 68 ลิตร รถคันนี้ทำเวลาที่ Nurburgring ได้ 7 นาที 32 วินาที เร็วกว่า Pagani Zonda F ( 7 นาที 33 วินาที ) Koenigsegg CCX ( 7 นาที 33.55 วินาที ) Audi R8 GT ( 7 นาที 34 วินาที ) Lamborghini Gallardo LP570-4 Superleggera และ Lexus LFA ( 7 นาที 38 วินาที ) จะเห็นได้ว่า Porsche 911 Turbo S เอาชนะซูเปอร์คาร์ชั้นนำได้หลายคันในสนามนี้ ทำให้หายข้องใจเรื่องสมรรถนะไปเลย ที่เป็นแบบนี้เพราะระบบบังคับเลี้ยวสี่ล้อและเกียร์ที่เปลี่ยนจังหวะได้สัมพันธ์กันมากๆ เมื่อหักเลี้ยวมุดเข้าโค้งหรือเร่งเครื่องออกจากโค้งเกียร์จะสามารถเปลี่ยนจังหวะได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำการบังคับเลี้ยวของล้อทั้งสี่ก็ทำได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะหักเลี้ยวกระทันหัน สาดโค้งรุนแรงแค่ไหน ช่วงล่างก็เอาอยู่ เบรกก็จัดการความเร็วได้อยู่หมัด หากจะมีข้อเสียก็เพียงแค่มันเร็วแบบทื่อๆ ขับไม่สนุกเท่า Ferrari F458 Italia และ Mclaren MP4-12C และเอาจริงๆ ก็ยังช้ากว่าสองคันนั้นอยู่แต่ต้องอย่าลืมว่าสองคันนั้นเค้า 8 สูบนะจ๊ะ ที่น่าจะเป็นข้อเสียจริงๆ คือเรื่องราคานั่นแหละนำเข้าไทยมาราคาตั้ง 26,050,000 บาท แพงกว่า Mclaren 650S รุ่นมาตรฐานหลังคาแข็ง (26,000,000 บาท) ที่สมรรถนะเหนือกว่าหลายขุม แพงกว่า Mclaren MP4-12C สมัยเปิดตัวใหม่ (22,500,000 บาท) แพงกว่า Ferrari F458 Italia (25,500,000 บาท) ซึ่งราคาที่เหมาะสมสำหรับ Porsche 911 Turbo S คันนี้ในมุมมองผู้บริโภคอย่างผมคิดว่ามันควรมีราคาที่ 25,000,000 บาท แต่ในมุมมองเจ้าของธุรกิจผมก็ไม่รู้ว่าเขาลงทุนอะไรไปบ้างและตั้งราคาแบบนี้จะกำไรเท่าไหร่ แต่ยังไงก็คิดว่าราคา 26,050,000 บาท ก็ยังขายได้อยู่ดีถ้าจะเน้นจุดเด่นเรื่องความประหยัดและการขับขี่ในชีวิตประจำวัน Porsche 911 Turbo S ก็นับเป็นรถที่เก่งรอบด้านเลยจริงๆ ไม่ได้โม้

เอ้าน้องๆตามก้นพี่มา