วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิว Land Rover Range Rover Evoque SD4 2.2 Pure 5DR.

Range Rover Evoque ออกวางตลาดมานานหลายปีแล้ว สมรรถนะอาจจะโดน SUV รุ่นใหม่ๆ อย่าง Porsche Macan กับ BMW X4 แซงหน้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะ ราคาของ Evoque ในไทยถูกกว่ารถเหล่านั้นเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Evoque จะแพ้รถรุ่นใหม่ๆ อย่างขาดลอย มันยังมีสมรรถนะที่ดี และการใช้งานจริงก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพด้อยกว่ารถที่มีราคาแพงกว่าเลย โดย Evoque รุ่น Pure ราคา 4,099,000 บาท มีรายละเอียดดังนี้

รูปลักษณ์ภายนอก
Range Rover Evoque

ด้านท้าย Evoque
มีรูปลักษณ์ รูปทรง ที่ดูหรูหราสวยงาม ออกแบบโดย Victoria Beckham หลังคาลาดเอียงไปทางด้านหลัง กระจกมองข้างใหญ่พอสมควร ดวงไฟคูหน้าและกระจังหน้าออกแบบได้อ่อนช้อยงดงาม แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความเคร่งขรึม มิติตัวรถ ยาว*กว้าง*สูง เท่ากับ 4,355*1,965*1,635 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,660 มิลลิเมตร ใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว คู่กับยางขนาด 225/65 R17 ตัวถังภายนอกถูกออกแบบให้ลู่ลม โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd เท่ากับ 0.35 ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ดีสำหรับรถประเภท SUV

ภายใน
ออกแบบได้อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ พื้นที่ใช้สอยจัดสรรได้อย่างลงตัว ทัศนะวิสัยด้านหน้าชัดเจนดี แต่ด้านหลังที่มีพื้นที่กระจกค่อนข้างเล็กและแคบอาจจะส่งผลต่อการมองเห็นนิดหน่อย พื้นที่สำหรับผู้โดยสารด้านหลังมีให้ใช้อย่างพอเพียงถึงแม้จะออกแบบหลังคาให้ลาดเอียงไปทางด้านหลังแต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เหนือศีรษะมากนัก ถ้าคนนั่งมีสรีระที่ไม่สูงมาก พื้นที่วางขามีให้อย่างพอเพียง พื้นที่สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและคนขับมีให้ใช้อย่างเหลือเฟือ เบาะนั่งโอบกระชับให้สัมผัสที่รู้สึกได้ถึงความหรู คอนโซลหน้าตกแต่งได้อย่างปราณีต วัสดุที่ใช้มีคุณภาพดี เรียกว่าคุณภาพวัสดุและความพิถีพิถันในการตกแต่งทำได้ดีกว่า SUV จากเยอรมัน แน่นอนขึ้นชื่อว่ารถที่ออกแบบโดยเจ้าแม่แฟชั่นอย่าง Victoria Beckham มันต้องทำได้อย่างนี้ การเก็บเสียงในห้องโดยสารที่ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีเสียง 65 เดซิเบล ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจหากเทียบกับขนาดตัวถัง ขนาดเครื่องยนต์ ขนาดล้อและยางที่ใช้ และแรงเสียดทานที่ได้รับ แต่สิ่งที่รู้สึกขัดใจเห็นจะเป็นที่เปลี่ยนเกียร์แบบปุ่มหมุน ที่สิ่งนี้มันควรไปอยู่บนตู้อบไมโครเวฟหรือเครื่องเสียงดีกว่าที่จะมาอยู่ในตำแหน่งเปลี่ยนเกียร์
ปุ่มเปลี่ยนเกียร์
สมรรถนะเครื่องยนต์และอัตราเร่ง
เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.2 ลิตร ดีเซลเทอร์โบ ที่สร้างแรงม้า 190 แรงม้า แรงบิด 420 นิวตัน-เมตร อาจจะดูตัวเลขไม่ค่อยหวือหวา ดูผิวเผินตัวเลขแค่นี้มันอยู่ในระดับเดียวกับรถกระบะอย่าง Nissan Navara NP-300 แค่นั้น แต่ด้วยพื้นฐานวิศวะกรรมที่ล้ำหน้ากว่าทำให้รถน้ำหนัก 1,715 กิโลกรัม ขับเคลื่อนสี่ล้อคันนี้ทำสมรรถนะอัตราเร่งได้เหนือกว่ารถที่มี 190 แรงม้าทั่วๆไป โดยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ 8.5 วินาที ความเร็วสูงสุดที่มาตรวัดทำได้ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

0-100 km/h and 1,000m. acceleration

ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม.
อัตราเร่งยืดหยุ่นก็ทำได้ดีที่ความเร็ว 60-100 ทำได้ 6.2 วินาที 80-120 ทำได้ 8.1 วินาที การเร่งความเร็วจาก 0-160 ทำได้ 28.1 วินาที 0-180 ทำได้ 40.1 วินาที ถ้าถามว่าตัวเลขแบบนี้จะอยู่ในระดับไหน ก็บอกได้ว่าเป็นตัวเลขที่ทำได้ดีกว่า BMW X1 sDrive18i ที่ทำตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ 11.5 วินาที 80-120 ได้ 8.7 วินาที 0-160 ได้ 33.5 วินาที
ส่วนการวิ่งทางตรงระยะ 1,000 เมตรหรือ 1 กิโลเมตร Range Rover Evoque เข้าเส้นชัยภายใน 30.2 วินาที โดยความเร็วจบที่ 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
อัตราเร่ง 0-160 กม./ชม.
อัตราเร่ง 0-180 กม./ชม.
นับว่าเป็นตัวเลขสมรรถนะที่ดี ในความรู้สึกการขับขี่อาจจะไม่รู้สึกว่ามันเร็วและขับไม่สนุก แต่ถ้าจับเวลาจริงๆ ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น คือเร็วกว่ารถที่หลายๆ คนบอกว่าขับสนุกอยู่หลายคัน เพราะความสนุกเหล่านั้นมันเกิดจากคุณภาพการขับขี่ที่ด้อยประสิทธิภาพทำให้รู้สึกไปเองว่ามันเร็วและหวาดเสียว ส่วน Evoque คันนี้ ไม่รู้สึกสนุก แต่ให้ความมั่นใจยามใช้ความเร็วสูงมากกว่า อัตราประหยัดน้ำมันโดยเฉลี่ยก็ทำได้ไม่เลวที่ 6.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรหรือ 15.38 กิโลเมตรต่อลิตร ถังน้ำมัน 60 ลิตรของรถคันนี้ จึงเพียงพอให้เดินทางได้ไกล 922.8 กิโลเมตร

ช่วงล่างหรือระบบรองรับ
เป็นช่วงล่างที่ผสมผสานความนุ่มและความหนึบอย่างลงตัว ทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะวิ่งบนไฮเวย์ หรือลุยพื้นที่ทุรกันดาร เพราะ มีโหมด Terrain Response ที่สามารถปรับแต่งการกระจายแรงบิดให้เข้ากับภูมิประเทศได้ สามารถปรับตามลักษณะถนนแบบต่างๆ ได้ จึงไม่ต้องกังวลว่ามันจะไปไม่เป็นเวลาขับบนถนนที่มีสภาพแตกต่างกัน ประสิทธิภาพการลุยหากติดตามรายการ Top Gear หรือรายการที่เกี่ยวกับการทดสอบรถยนต์อื่นๆ ก็จะเห็นได้ว่ามันยังมีประสิทธิภาพการลุยพื้นที่ทุรกันดารได้ดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าผาหรือทะเลทราย ลุยน้ำลุยโคลนลุยหิมะ แม้จะมีหน้าตาค่อนข้างสำอางค์ คือถ้าคุณไม่รู้สึกเสียดายกับรูปลักษณ์ที่สวยงามของมันก็พาไปลุยได้เลยในทุกรูปแบบ สำหรับการวิ่งบนทางหลวงการทรงตัวเวลาเข้าโค้งมีความมั่นคงไม่รู้สึกเลยว่าเป็นการเข้าโค้งของ SUV ที่มีน้ำหนักถึง 1,715 กิโลกรัม มันรู้สึกมั่นคงกว่ารถเก๋งซีดาน D-Segment ของญี่ปุ่นแน่นอน พวงมาลัยมีน้ำหนักเหมาะสมสัมพันธ์กับความเร็ว ระบบความปลอดภัยก็จัดเต็มติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า ที่ขาด้านคนขับ ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้างรอบทิศทางทั้งแถวหน้าแถวหลัง ทั้งยังมีระบบตรวจจับหลุมบ่อและสิ่งกีดขวางบนพื้นถนนอีก แถมมีระบบช่วยเหลือในการขับขี่สารพัด ประสิทธิภาพเบรคไว้ใจได้โดยสามารถหยุดความเร็วจาก 100-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในระยะ 128 ฟุต หรือ 39 เมตร เท่านั้น

สรุป
เป็นรถครอบครัวที่ใช้งานได้ดีมีความเอนกประสงค์ สมรรถนะดีประหยัดน้ำมันในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ข้อเสียอย่างเดียวคือการออกแบบปุ่มเปลี่ยนเกียร์เท่านั้น

ดู FULL SPECIFICATION

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น