วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Ford Ranger เตรียมวางตลาดรุ่น Minorchange ในปี 2015

Ford Ranger Minorchange

Ford Ranger Minorchange
มีข่าวดีสำหรับสาวกรถกระบะอีกแล้ว เมื่อทาง Ford ได้มีกำหนดการที่จะวางขาย Ford Ranger Minorchange ในปี 2015 นี้ และทาง Ford ก็ได้ลง VDO ทดสอบรถตัวนี้อย่างเป็นทางการไปแล้ว จึงค่อนข้างแน่นอนว่าใช่คันดังกล่าวแน่นอน ดังที่ปรากฏในคลิปวีดีโอต่อไปนี้ Ford Ranger 2015
รุ่น Minorchange นี้ได้นำดีไซน์ด้านหน้าของ All New Ford Everest มาใช้ ทำให้ดูยกระดับไปอีกขั้น และหลายๆ ส่วนก็นำดีไซน์มาจาก Ford F-150 Raptor กระบะตัวท็อปของค่าย สำหรับเรื่องขุมกำลังคาดว่าคงยังเป็นเครื่องยนต์ ตัวเดิมคือ ดีเซล 2.2 ลิตร 150 แรงม้า แรงบิด 375 นิวตัน/เมตร สำหรับรุ่น Wildtrak จะเป็นดีเซล 3.2 ลิตร 200 แรงม้า แรงบิด 470 นิวตัน/เมตร และสำหรับรุ่นเบนซินแรงม้าจะเท่าเดิมที่ 166 แรงม้า แต่อาจจะอัพเกรดแรงบิดเพิ่มจาก 226 นิวตัน/เมตร เป็น 375 นิวตัน/เมตร แต่ยังไม่มีการ confirm อย่างเป็นทางการจาก Ford หมายความว่าที่กล่าวมาทั้งหมดอาจจะไม่ใช่ก็ได้ ก็อดใจรอไว้เจอกันปีหน้าแน่นอน จะเข้าไทยปีหน้าหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่สำหรับทั่วโลกแล้วเจ้า Ranger Minorchange มาแน่ ในปี 2015 ที่จะถึงนี้ ล้างคอรอได้เลย เอ้ย!! ไม่ใช่ เตรียมตัวเจอกันได้เลย

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Mini Coupe และ Roadster เตรียมอำลาสายพานการผลิตในปีหน้า

Mini Coupe, Mini Roadster
เป็นที่น่าเสียดายที่ทาง BMW, Mini มีแผนที่จะยุติบทบาทของ Mini ตัวถัง Coupe และ Roadster ในปีหน้านี้แล้ว โดยทาง Patrick McKenna ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์ ของ Mini ในสหรัฐอเมริกา เปิดเผยสาเหตุ ที่ต้องยุติการผลิต Mini Coupe และ Roadster ว่า รถทั้งคู่อยู่เลยช่วงพีคของผลิตภัณฑ์และมาถึงบั้นปลายของมันแล้ว ซึ่งดูเป็นเหตุผลที่ฟังดูคลุมเครือชอบกล แต่ว่ากันว่า ความจริงแล้ว รถทั้ง 2 รุ่น ไปอยู่ในกลุ่มที่ทับซ้อนกับรุ่นอื่นของ Mini เอง ทั้งๆ ที่มีความแตกต่างด้านการออกแบบ แต่ทางด้านประโยชน์การใช้งานแล้ว เป็นรถที่ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องมีมันอยู่บนโลกนี้เลย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ก็สนใจ Mini ตัวถังมาตรฐาน 5 ประตูมากกว่า ทาง Mini จึงคิดว่าแทนที่จะไปอุดช่องโหว่ในแต่ละเซกเม้นท์ สู้มาเน้นทำกำไรในรุ่นที่ขายดีอยู่ซะจะดีกว่า แทนที่จะไปทนดักดานอยู่กับรถที่ขายไม่ค่อยจะได้ คล้ายๆกับ Mitsubishi ที่ไปเน้น Triton, Pajero กับพวก Ecocar แล้วเลิกผลิต Lancer EX ที่ขายไม่ค่อยออกนั่นแหละ ในด้านหนึ่งก็เข้าใจว่า รถมันขายไม่ได้หรือขายได้แต่น้อยก็ต้องยุติการผลิตเป็นธรรมดา แต่อีกใจหนึ่งก็แอบเสียดายที่แต่นี้ต่อไปจะไม่มี Mini Coupe กับ Roadster มาสร้างสีสันในตลาดกลุ่มนี้อีกแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นธรรมดาของวัตจักรการทำธุรกิจ และตามหลัก Demand Supply เมื่ออุปสงค์ไม่มีอุปทานก็ไม่เกิด ดังเช่น Mini Coupe, Roadster เมื่อไม่ค่อยมีคนต้องการ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำออกมา รถทั้งคู่จึงต้องมาพบกับจุดจบแบบนี้ทั้งๆ ที่จริงๆแล้ว ทั้งคู่ก็มีดีอยู่ในตัวเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เปรียบเทียบรถกระบะ All New Mitsubishi Triton VS. Nissan Navara NP-300

All New Mitsubishi Triton
Nissan Navara NP-300
ในที่สุดก็ถึงเวลาของการมาเจอกันระหว่างกระบะสุดแกร่ง Nissan Navara NP-300 กับ กระบะสุดล้ำ All New Mitsubishi Triton กันแล้ว ครั้งนี้ขอนำมาเปรียบเทียบในรุ่นท็อปสี่ประตู ขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์อัตโนมัติกันก่อน เริ่มระฆังยกแรกกันเลย

เซ้นส์ในการตั้งชื่อ
ดูเหมือนว่า Nissan จะตั้งชื่อได้ฉลาดมากในครั้งนี้ คือใส่รหัส NP-300 ต่อท้ายแทนที่จะเรียกว่า All New Navara ที่ถึงแม้จะเรียกได้ง่ายและติดหูมากกว่า แต่มันจะมีปัญหาแน่ๆ ถ้า Navara รุ่นนี้มีมากกว่า 2 เจเนอเรชั่น จะเรียกว่า All New อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็กระไรอยู่ ยกแรกนี้ Navara เป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน

รูปลักษณ์ภายนอก
ถึงแม้ตัวจริงออกมา Mitsubishi Triton จะออกมาสวยกว่าภาพหลุดเยอะ แต่เมื่อเทียบกับ Nissan Navara NP-300 แล้ว เรียกว่าทาง Mitsubishi ออกแบบกระจังหน้าได้เห่ยสิ้นดี ดูออกแนวเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วยังไงชอบกล ถ้าทำออกมาแบบภาพข้างล่างนี้จะไม่ว่าเลย
ภาพจาก Triton-Club.com
ถ้าออกมาอย่างในภาพจะดูทะมัดทะแมงกว่าเยอะ ในเรื่องนี้ Navara ออกแบบรูปทรงได้น่าดูน่าชมมากกว่า ถึงจะดูไม่ล้ำยุค แต่ดูแล้วหน้าตามั่นคงภูมิฐาน ดูแล้วดุดันสมบุกสมบันกว่าเยอะ สำหรับผมเองถ้าซื้อ Triton คงจะต้องหากระจังหน้ามาเปลี่ยนอย่างในภาพจะดีกว่า ยกที่สองนี้ Navara ก็ชนะไปในเรื่องรูปทรงภายนอกอย่างไม่ยากเย็น

ภายในห้องโดยสาร
ทั้ง Triton และ Navara นั่งสบายทั้งคู่นับว่าเป็นกระบะที่นั่งสบายติดอันดับต้นๆ ของตลาด Navara เน้นตกแต่งหรูหราเหมือนรถเก๋ง ในขณะที่ Triton ปรับแต่งภายในให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น ไม่ใช่หลุดโลกแบบเมื่อก่อน การเก็บเสียงทั้งคู่ทำได้ดี การเดินทางไกล Triton นั่งแล้วจะรู้สึกปวดเมื่อยน้อยกว่า วัดดูแล้วเบาะนั่ง Triton จะใหญ่กว่า Navara นิดหน่อย วัสดุทำเบาะนุ่มแต่แน่นไม่ยุ่ยเกินไปทำให้เวลารับแรงกระแทกจากพื้นเบาะก็เป็นอีกส่วนที่ช่วยได้มาก สรุปก็คือ Triton นั่งสบายกว่า Navara แต่ในการตกแต่งนั้น Navara ดูหรูหรากว่าเล็กน้อย Triton จะมีข้อติอยู่อย่างนึงคือยกชุดพวงมาลัยมาจากรถที่ราคาถูกกว่าอย่าง Mirage และ Attrage แต่ Navara ยกชุดตกแต่งภายในมาจาก Syphy, Pulsar ซึ่งราคาแพงกว่า สิ่งนี้จึงกลายเป็นจุดด้อยของ Triton ไป และอีกอย่างก็คือ Navara มีช่องแอร์ให้กับผู้โดยสารตอนหลังแต่ Triton ไม่มี ก็เป็นอันว่า ข้อดีของ Triton ที่ออกแบบห้องโดยสารได้อย่างลงตัวใช้สอยอย่างสะดวกสบาย และทำให้มันนั่งสบายกว่า Navara กลับถูกข้อด้อยเพียงสองอย่าง แต่เป็นสองอย่างที่สำคัญมาก ทำให้ในด้านนี้ Navara สามารถพลิกแซงกลับมาชนะ Triton อย่างหวุดหวิด

สมรรถนะเครื่องยนต์อัตราเร่ง
Triton ใช้เครื่องยนต์รหัส 4N15 2,442 ซีซี แรงม้าสูงสุด 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิด 430 นิวตัน/เมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที ส่วน Navara NP-300 ใช้เครื่องยนต์รหัส YD25DDTi 2,488 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 450 นิวตัน/เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที มาถึงตรงนี้คงคิดว่า Navara จะแรงกว่าละสิ ลองมาดูให้ละเอียดก่อน Triton มีน้ำหนักรถ 1,860 กิโลกรัม ส่วน Navara มีน้ำหนัก 1,875 กิโลกรัม Triton เบากว่าถึง 15 กิโลกรัม และยังทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ดีกว่าที่ 10.81 วินาที ส่วน Navara ทำได้ 11.62 วินาที อัตราเร่งยืดหยุ่น 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็เป็น Triton ที่ทำได้ดีกว่าที่ 7.57 วินาที ส่วน Navara ทำได้ 7.88 วินาที ส่วนความรู้สึกในการขับขี่นั้น Triton จะมีอาการ Turbo Lag หลงเหลือมาจากรุ่นเดิมอยู่ แต่ก็นับว่าอาการลดน้อยลงมา ส่วน Navara ไม่มีอาการนี้ให้เห็น อย่างไรก็ตามจับเวลาออกมาจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่า Triton เร็วและแรงกว่า และส่วนตัวคิดว่าเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดของ Triton ทำงานได้ดีไม่แพ้เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดของ Navara เลย ในด้านนี้ให้ Triton ชนะไป

อัตราประหยัดน้ำมัน
Triton ทำได้ดีกว่าเล็กน้อยที่ 11.73 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วน Navara ทำได้ 11.43 กิโลเมตรต่อลิตร ดูเหมือนจะไม่ประหยัดแต่อย่าลืมว่าพวกมันทั้งคู่คือกระบะขับสี่ที่มีน้ำหนักรวมเกือบ 2 ตันถ้ามีผู้โดยสารและสัมภาระ อัตราประหยัดน้ำมันเพียงเท่านี้ก็อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยกระบะขับสี่ทั่วๆ ไป แต่เมื่อเทียบแค่ 2 คันนี้ เป็น Triton ที่เฉือนชนะไป

ช่วงล่างและการควบคุม
ช่วงล่างของทั้ง 2 คันหนึบแน่น แต่เป็น Triton ที่ซับแรงสะเทือนได้ดีกว่าเล็กน้อย คือถ้าเจอลูกระนาดอันเป้ง Triton จะวิ่งผ่านแบบกึ้บเดียว คือแสดงอาการกระแทกแต่ตอนผ่านเพียงครั้งเดียวหลังจากนั้นคือจบ ไม่มีอาการ Rebound ซึ่งเป็น After Shock หลังการกระแทกหลงเหลืออยู่ ส่วน Navara จะหลงเหลืออาการอยู่เล็กน้อย การเข้าโค้งซิกแซก Triton ทำได้คล่องและมันส์กว่า ช่วงล่างเข้าโค้งได้อย่างกับเป็นรถเก๋งซีดาน หรือพวกรถ CrossOver SUV อย่าง Mazda CX-5, Chevrolet Captiva ส่วน Navara ยังหลงเหลือความเป็นช่วงล่างกระบะอยู่ในการเข้าโค้งแต่ละครั้ง ในทางวิบากช่วงล่างของทั้งคู่ทำได้ดีพอกัน แต่น่าชมเชย Triton มากกว่าตรงที่ทำช่วงล่างได้เหมือนรถเก๋งแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานแบบรถกระบะ ทำให้ช่วงล่างรับมือกับถนนได้หลากหลายรูปแบบมากกว่า แต่ข้อเสียเห็นจะเป็นพวงมาลัยที่ปรับเซ็ตมาเบากว่า Navara เมื่อขับความเร็วสูงจึงมีอาการแอบเสียวเล็กน้อย ต้องคอยประคองพวงมาลัยอย่างมีสมาธิ และการปรับเซ็ตเบรคที่คิดว่า Navara ทำได้ลงตัวกว่าทั้งน้ำหนักเบรค และระยะการเหยียบแป้นเบรก แต่สำหรับสมรรถนะการหยุดรถยังไม่มีข้อมูลจึงขอผลัดไปนำเสนอในครั้งหน้าแทนว่าเบรคของทั้งคู่ใช้ระยะเบรกจาก 100-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะกี่เมตร

สรุป
ดีไซน์ภายนอก: Navara
ดีไซน์ภายใน: Navara
ความสะดวกสบาย: Triton
สมรรถนะอัตราเร่ง: Triton
อัตราประหยัดน้ำมัน: Triton
ช่วงล่าง: Triton
เกียร์: เสมอกัน
พวงมาลัย: Navara
เบรค: Navara
สมรรถนะใกล้เคียงกันมากการเลือกซื้อคงแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลว่าจะชอบแบบไหนมากกว่ากัน

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Mercedes-Benz เปิดตัวรุ่น C-Class BlueTEC Hybrid

Mercedes-Benz C-Class W205
Mercedes-Benz ประเทศไทยหวังสานต่อความสำเร็จกับรุ่น C-Class ด้วยการส่งรุ่นดีเซลไฮบริด มาทำตลาดเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทาง Mercedes-Benz ประเทศไทย จะแบ่งรุ่น C-Class BlueTEC Hybrid เป็น 2 รูปแบบตัวถังได้แก่ รุ่น AMG Dynamic ในรูปแบบตัวถังซีดาน และ รุ่น Estate AMG Dynamic ในรูปแบบสเตชั่นแวกอน โดย C-Class รุ่นดีเซลไฮบริดจะมีชุดแต่ง AMG Sports Package มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในรุ่น Estate นั้นมีระบบเปิด-ปิดประตูหลังกึ่งอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า เปิดได้จากปุ่มควบคุมตรงบริเวณเบาะคนขับ, จากกุญแจหรือจากฝากระโปรงท้าย สำหรับห้องสัมภาระสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างหลากหลายรูปแบบ ทำให้มีพื้นที่การใช้งานตั้งแต่ 450-1,470 ลิตร ขึ้นอยู่กับรูปแบบการพับเบาะนั่ง

สำหรับขุมกำลังของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร 4 สูบแถวเรียง ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้าที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิด 500 นิวตัน/เมตร ที่ 1,600-1,800 รอบต่อนาที รวมพลังขับเคลื่อนกับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่มีกำลัง 27 แรงม้า เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ Lithium Ion ช่วยให้รุ่น Sedan สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 6.4 วินาที มาตรฐานการประหยัดน้ำมันและค่าไอเสียผ่านระดับ Euro 6

สำหรับราคานั้น Mercedes-Benz C-Class BlueTEC Hybrid AMG Dynamic ตัวถังซีดาน จะมีสนนราคาอยู่ที่ 3,190,000 บาท ส่วน Mercedes-Benz C-Class BlueTec Hybrid Estate AMG Dynamic ตัวถังแวกอน มีสนนราคาอยู่ที่ 3,390,000 บาท

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เผยโฉม Mazda CX-3 เรียกน้ำจิ้มเบาๆ

Mazda CX-3

ท้าย Mazda CX-3
คงไม่รู้จะออกแบบยังไงแล้วสำหรับรถรุ่นปัจจุบันของ Mazda ที่แต่ละรุ่นไม่ถ่างตาดูดีๆ นี่แยกไม่ออกเลยว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นไหนมีแต่เพียงกระบะ BT-50 เท่านั้น ที่ต่างไปจากคันอื่น แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ BT-50 รุ่นต่อไปก็อาจจะออกมาพิมพ์เดียวกันกับ CX-5, Mazda 2, 3 และ CX-3 คันนี้ก็เป็นได้ Mazda CX-3 เป็นการใช้พื้นฐานทางวิศวกรรมของ Mazda 2 กับ Mazda 3 Skyactiv มาปรับเปลี่ยนให้เป็น Compact CrossOver SUV อย่างที่ Honda HR-V ใช้ Platform ของ Civic, Jazz สำหรับสเป็คเครื่องยนต์ก็แล้วแต่พื้นที่ที่จะไปจำหน่าย อาจจะใช้ Skyactiv-D เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร หรืออาจจะเป็น Skyactiv 2.0G เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร มากับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD ที่ปรับปรุงใหม่ล่าสุด และจะมีระบบที่ปรับปรุงใหม่อย่างเช่น ระบบเชื่อมต่อ Mazda Connect และ i-ACTIVSENSE ที่ประกอบไปด้วยระบบเตือนจุดบอดและเตือนเมื่อมีรถวิ่งข้ามถนนตัดหน้า, ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า Mazda Radar Cruise Control (MRCC), ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ Smart Brake Support (SBS) รถ Mazda CX-3 จะมาเติมเต็มช่องว่างสำหรับผู้ที่ต้องการใช้รถเอนกประสงค์แต่ไม่ต้องการรถที่ใหญ่อย่าง CX-5 (แต่ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ได้ใหญ่อะไรเลย) จะให้พูดตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมเลยก็คืออยากได้ SUV แต่ไม่มีปัญญาซื้อ CX-5 นั่นแหละถึงต้องมี Mazda CX-3 ย่อส่วน CX-5 แล้วขายในราคาถูกลง สำหรับเมืองไทยยังไม่ทราบว่าจะมีรุ่นนี้ออกมารึเปล่า แต่ที่ญี่ปุ่นจะเริ่มผลิต ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ปี 2015 และอาจจะออกวางจำหน่ายหลังเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป ถ้าหากจะมาไทยอาจต้องรอนานกว่านั้นอีกซักระยะ แต่ก็ไม่แน่ถ้าทาง Mazda ประเทศไทยต้องการให้มาชนกับ HR-V ในช่วงที่กำลังฮ็อต ก็คงจะมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกับที่ญี่ปุ่น ซึ่งทาง Mazda ก็คาดหวังมากกับรถรุ่นนี้ว่าจะทำรายได้ไปทั่วโลก คงต้องรอลุ้นกันอีกทีว่ารถคันนี้ออกมาจริงๆ แล้วจะทำได้แค่ไหน สำหรับตัวผมเองจะขายไม่ขายก็ไม่ซื้ออยู่ดี เพราะถ้าจะเอาจริงๆ ซื้อ CX-5 หรือ ซื้อ Mazda 3 ไปเลยดีกว่า รถรุ่นนี้มันก็เหมือนแนวๆ Nissan Juke, Ford Ecosport และ Honda HR-V นั่นแหละ เอาจริงๆ แล้วใช้ประโยชน์ได้ไม่เท่าไหร่ พื้นที่ก็เล็ก ใช้งานหนักก็ไม่ดี ลุยก็ไม่ได้ แล้วยังมีหน้ามาใช้คำว่า SUV ต่อท้าย ทั้งๆ ที่อรรถประโยชน์ใช้สอยของมันมีค่อนข้างจำกัด แถมราคาก็แพงเว่อร์เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับจากรถกระป๋องๆ แบบนี้ สำหรับ Mazda CX-3 ถึงยังไม่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ก็คงจะแนวเดียวกับ 3 คันนั้น และราคาก็คงจะใกล้เคียงกัน บอกเลยว่ารถประเภทนี้มันไม่ได้ใช้งานเอนกประสงค์อะไรหรอก ถึงใช้ได้ก็ทำได้ห่วยมาก ไม่คู่ควรให้ตั้งราคา 8 แสนเลยด้วยซ้ำ ถ้าจะซื้อก็คงประมาณตังค์เหลือไม่รู้ไปทำอะไร เลยซื้อไปขับเล่นพอเบื่อแล้วขายทิ้งมากกว่า เพราะหากมองความจำเป็นในการใช้งานจริงๆ แล้ว รถที่ไม่ได้อยู่ในเซกเม็นต์เดียวกันนี้หลายๆ คันก็สามารถใช้งานได้ใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังราคาถูกกว่า เช่นรถ Hatchback หรือ Sedan B-C Segment ทั่วๆไป เพียงแต่ต้องทนกับรูปลักษณ์ที่ซ้ำซากจำเจหน่อยก็เท่านั้นเอง ซึ่งมันก็ไม่นับว่าเสียผลประโยชน์อะไรมากมาย สรุปแล้ว Mazda CX-3 รุ่นนี้จะมาไทยก็ดีไม่มาก็ได้ เพราะยังไงก็มีรถที่ใช้งานได้เหมือนๆกันอยู่ในตลาดอย่างมากมายอยู่แล้ว

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มาแล้ว All New Mitsubishi Triton พร้อมสเป็คและราคาอย่างเป็นทางการ

All New Triton

Mitsubishi Triton

ท้าย Triton
ดูดีกว่าที่คิดไว้สำหรับ All New Mitsubishi Triton หลังจากได้เห็นภาพ Spyshot แล้วต่างคนต่างร้องยี้ แต่สุดท้ายคันจริงออกมา ก็นับว่าไม่ทำให้ผิดหวังในเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่ยังเป็นกระบะมาดสปอร์ต ที่ดูแล้วไม่เหมือนจะออกมาคล้ายกระบะจีนอย่างที่หลายๆ คนกลัวกัน พิสูจน์แล้วว่าภาพแอบถ่ายรถที่ทำไม่เรียบร้อยจะเอามาวัดกับ Final Production ไม่ได้ มันก็กรณีเดียวกันกับ Nissan Navara NP-300 นั่นแหละ All New Triton คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร ตัวใหม่รหัส 4N15 ให้พลัง 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิด 430 นิวตัน/เมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที เรียกได้ว่าเครื่องเล็กลงแต่พละกำลังมากขึ้น และประหยัดขึ้น 20% ทั้งยังมีความคงทนแข็งแกร่งและน้ำหนักเบาเพราะใช้อลูมิเนียมอัลลอยในการทำเสื้อสูบ ฝาสูบ สำหรับระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด สำหรับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตรใช้เครื่องยนต์รหัส 4G64 มีพละกำลัง 128 แรงม้าที่ 5,250 รอบต่อนาที แรงบิด 194 นิวตัน/เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

ทาง Mitsubishi จะเปิดรับจองรุ่น Double Cab 4 ประตู ขับเคลื่อนสองล้อหลังและขับเคลื่อนสี่ล้อก่อน ในสนนราคาตั้งแต่ 791,000 ไปจนถึง 1,008,000 บาท ต่อจากนั้นจะออกรุ่น Mega Cab และ Single Cab ตามมาทีหลัง สำหรับรุ่น Single Cab ขับเคลื่อนสี่ล้อจะใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร รหัส 4D56 ตัวเดิมแต่เปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็กน้อย ให้แรงม้า 178 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 400 นิวตัน/เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที  เท่าเดิม แต่จะประหยัดน้ำมันมากขึ้น

All New Mitsubishi Triton มีอยู่ 7 สีให้เลือกคือ สีขาว, สีขาวมุก, สีดำ, สีเทาดำ, สีเขียว, สีน้ำตาล และ สีเงิน เปิดรับจองที่โชว์รูม Mitsubishi ทั่วประเทศตั้งแต่ 18 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป และจะเริ่มส่งมอบรถตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม เป็นต้นไป

Full Specification ข้อมูลสเป็คอย่างละเอียด
Options ข้อมูลอุปกรณ์มาตรฐาน

อ่านรีวิว เปรียบเทียบ All New Triton VS. Navara NP-300

มาแล้ววันนี้ เปิดตัวราคาและสเป็คของ Nissan X-Trail อย่างเป็นทางการ

Nissan X-Trail
ก็เป็นไปตามคาดว่าในประเทศไทยมีให้เลือกใช้เฉพาะเกียร์ CVT ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นเกียร์ธรรมดาอย่างที่ Indonesia มี หรือว่าเค้าสำรวจแล้วว่าคนไทยขับเกียร์กระปุกเป็นกันในอัตราที่น้อย คิดว่าไม่คุ้มกับการผลิต หรือว่าสาเหตุอื่น เช่นความสะดวกของบริษัทผู้ผลิตเอง เพราะแบบนี้นี่เองรถยนต์ในยุคปัจจุบันของบ้านเรามันถึงได้มีแต่รถที่น่าเบื่อ ไร้ศาสตร์และศิลป์แห่งการขับขี่ เป็นเพียงเครื่องมืออัตโนมัติทำงานคู่กับคอมพิวเตอร์สมองกลวงที่สั่งการช้าเป็นเต่าคลาน เอาล่ะบ่นมาเกือบห้าบรรทัดก็ไม่มีประโยชน์อะไรมาดูสเป็คและราคา Nissan X-Trail คันนี้กันดีกว่า
Nissan X-Trail เวอร์ชั่นไทยจัดมาให้เล่นกัน 4 รุ่นย่อย แบ่งเป็นรุ่นขับเคลื่อนสองล้อหน้า 2 รุ่น และรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ 2 รุ่น ซึ่งก็จะมีรุ่นท็อปพิกัดเบนซิน 2.5 ลิตรเท่านั้นที่มีพละกำลังมากสุด 171 แรงม้า นอกนั้นรุ่นอื่นๆ เป็นเบนซิน 2.0 ลิตร 144 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ CVT พร้อมโหมดชิฟท์เกียร์ 7 จังหวะ ราคาเป็นไปดังนี้
2.0S CVT 2WD ราคา 1,172,000 บาท
2.0E CVT 2WD ราคา 1,246,000 บาท
2.0V CVT 4WD ราคา 1,325,000 บาท
2.5V CVT 4WD ราคา 1,551,000 บาท

ลองมาเปรียบเทียบกับ Honda CR-V กันหน่อย
Honda CRV 2.0S ราคา 1,200,000 บาท
Honda CRV 2.0E 4WD ราคา 1,325,000 บาท
Honda CRV 2.4EL ราคา 1,495,000 บาท
Honda CRV 2.4EL 4WD ราคา 1,580,000 บาท

นับว่า Nissan X-Trail รุ่นเริ่มต้นกับรุ่นท็อปจะถูกกว่า CR-V เล็กน้อยแต่ในรุ่นกลางๆ จะถูกกว่ามากโดยเฉพาะรุ่นรองท็อปที่ถูกกว่าถึง 170,000 บาท แต่นั่นเป็นเพราะ CR-V เป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ถ้าจะเทียบกันจริงๆ แล้วรุ่น 2.0V 4WD ของ Nissan ควรจะเทียบกับ 2.0E 4WD ของ Honda ซึ่งผลออกมาก็คือราคาเท่ากันเป๊ะ 1,325,000 บาท แบบนี้คงจับคู่ Versus กันมันส์แน่ ต่อจากนี้ก็คงแล้วแต่ทุกท่านเองว่าชอบรถคันไหนมากกว่ากัน
Nissan X-Trail Full Specification
Nissan X-Trail Option
Nissan X-Trail Safety Equipment