แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ honda แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ honda แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เปิดราคาและสเป็ค Honda HR-V แล้ววันนี้

Honda HR-V

ท้าย HR-V
Honda HR-V หรือที่วางขายในประเทศญี่ปุ่นในชื่อ Honda Vezel ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ววันนี้โดยมี 3 รุ่นย่อยให้เลือก ได้แก่
Honda HR-V S ราคา 890,000 บาท
Honda HR-V E ราคา 975,000 บาท
Honda HR-V EL ราคา 1,045,000 บาท
โดยสเป็คเครื่องยนต์จะเหมือนกันทุกรุ่นคือ เครื่องยนต์ SOHC i-Vtec 4 สูบ 16 วาล์ว 1.8 ลิตร ที่ยกมาจาก Honda Civic ให้แรงม้า 141 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 172 นิวตัน/เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที รองรับ E85 ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT Earth Dream Technology ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Honda CR-V ตัว Minorchange ภายนอกดูมาดสปอร์ตสวยงาม ใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วทั้ง 3 รุ่น จับคู่กับยางขนาด 255/55 R17 ออปชั่นที่น่าสนใจ ได้แก่ เบรคมือไฟฟ้า และระบบ Automatic Brake Hold ที่จะหน่วงเบรคไว้โดยอัตโนมัติขณะที่รถหยุดนิ่งเพื่อไม่ให้รถไหลในขณะที่ผู้ขับปล่อยเท้าจากแป้นเบรค จึงไม่ต้องเหยียบเบรคค้างเวลาจอดรถติดไฟแดง ถุงลมนิรภัยคู่หน้าให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น ทาง Honda Thailand ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องขายรถรุ่นนี้ให้ได้ 20,000 คันต่อปี ก็ต้องมาดูกันว่าจะขายดีเหมือนกับที่ญี่ปุ่นหรือไม่ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่า HR-V นั้นดีหรือเปล่า แต่หากมีโอกาสคงได้รีวิวรถคันนี้ในอนาคต ซึ่งก็คาดว่าคงอีกไม่นาน เบื้องต้นเมื่อได้เห็นตัวจริงแล้วคิดว่าภายนอกดีไซน์ได้โฉบเฉี่ยวดีมีกลิ่นอายของ Honda Jazz เจือปนอยู่ เพราะมีพื้นฐานโครงสร้างร่วมกัน แต่ดูเป็น Sport CrossOver มากกว่าจะเป็น Hatchback อย่าง Jazz ในเรื่องของเกียร์คิดว่าควรมีเกียร์ธรรมดาให้เลือกเหมือนอย่างที่ Indonesia มี แต่คิดไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะมันออกมาอย่างนี้แล้ว ภายในเห็นแล้วไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่เพราะเพียงดูและสัมผัสก็รู้เลยว่าเป็นวัสดุราคาถูกอย่างพลาสติกเกรดต่ำ กับราคาที่แพงขนาดนี้ และรถก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมาย คงต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนเองว่าซื้อไปแล้วได้อะไร แต่หากสนใจก็ต้องลองขับดูก่อนจับอาการให้ละเอียด หากสมรรถนะดีและประหยัดน้ำมันแล้วล่ะก็มันจะกลบข้อเสียเรื่องวัสดุภายในลงไปจนหมดสิ้น ก็ต้องดูกันต่อไปยาวๆ ว่ารถคันนี้จะคู่ควรกับราคาที่ตั้งมา 8 แสนปลายๆ ถึงล้านต้นๆ หรือเปล่า อีกไม่นานก็คงรู้คำตอบ
FULL SPECIFICATION
OPTION DETAIL

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Honda CRV Minorchange 2014 มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

มาเร็วกว่าที่คิดสำหรับ Minorchange ของ Honda CRV ที่ตอนแรกคิดว่าจะมาในปี 2015 แต่จู่ๆ รถคันนี้ก็ชิงเปิดตัวออกมาไม่มีปี่มีขลุ่ย ในปลายปี 2014 นี่เอง คงต้องการจะหยุดความร้อนแรงของ Mazda CX5 กับ Subaru XV ที่หมู่นี้คนพูดถึงกันเยอะเหลือเกิน Honda จึงต้องออกมาประกาศศักดากับ CRV รุ่น Minorchange นี่ซะหน่อย อีกประการหนึ่งก็เพื่อเป็นการรับขวัญน้องใหม่ All New Nissan X-Trail ที่กำลังจะเปิดตัวในไทยเร็วๆ นี้ Honda CRV Minorchange 2014 นี้ เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนหน้านี้ยังไง และมีอะไรน่าสนใจบ้าง มาเริ่มที่

รูปลักษณ์ภายนอก
Honda CRV Minorchange 2014
ท้าย Honda CRV
แน่นอนกระจังหน้าเปลี่ยนไปใช้อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งยังเหลือเค้าโครงของ CRV ตัวเดิมอยู่ เอามาจาก CRV เวอร์ชั่นยุโรป ดีไซน์ล้ออัลลอยเอามาจาก CRV เวอร์ชั่นอเมริกา มีแถบโครเมี่ยมระหว่างใต้โลโก้ Honda เหนือตำแหน่งติดป้ายทะเบียน กันชนท้ายเพิ่มรายละเอียดให้ดูสมบุกสมบันยิ่งขึ้น เพิ่มไฟ Daylight LED และยังใช้ไฟหน้า Projector สำหรับรุ่น 2.4 ลิตร สำหรับไฟตัดหมอกคู่หน้ากรอบโครเมี่ยม จะไม่มีมาให้ในรุ่นล่างสุด CRV 2.0S และในรุ่น 2.0 ลิตร จะใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ส่วนรุ่น 2.4 ลิตร จะใช้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

ออปชั่นภายใน
ภายในคล้ายกับ Version นอกที่แสดงในภาพ
เพิ่มระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda Lanewatch) แต่ออปชั่นนี้มีให้เฉพาะรุ่นท็อป EL 4WD มีม่านถุงลมด้านข้างและถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะเพิ่มขึ้นมาจาก CRV รุ่นเดิมที่ไม่มี และก็น่าดีใจที่มันเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีมาให้ทุกรุ่นย่อยแม้กระทั่งรุ่นล่างสุด 2.0S ก็ยังมี กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ มีให้ทุกรุ่นยกเว้นรุ่น 2.0S ระบบเครื่องเสียงเพิ่มหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วแบบ Advance Touch พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง แน่นอนว่ารุ่น 2.0S เพียงรุ่นเดียวที่ไม่มีระบบนี้ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางมีมาให้ทุกรุ่น เบาะหลังพับจังหวะเดียวแบบ One Motion พร้อมแยกพับแบบ 60:40 มีมาให้ทุกรุ่น นอกนั้นก็ระบบควบคุมความปลอดภัยแบบเดิมๆ เช่น ระบบช่วยควบคุมการทรงตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน

เครื่องยนต์
สำหรับในรุ่น 2.0 ลิตร ยังเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิม R20A 4 สูบ ที่ให้แรงม้า 155 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 190 นิวตัน/เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที เช่นเดิม ดังนั้นไม่ต้องไปหวังว่ารุ่น 2.0 ลิตร Minorchange นี้จะไปแรงเทียบกับ Mazda CX5
แต่สำหรับรุ่น 2.4 ลิตรได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ ภายใต้ Earth Dream Technology มีแรงม้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 170 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที เป็น 175 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที และแรงบิดเพิ่มจากเดิม 220 นิวตัน/เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที เป็น 225 นิวตัน/เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที คาดว่าน่าจะทำให้รถออกตัวได้ดีกว่าเดิม และอัตราเร่งในรอบสูงหรือความเร็วปลายน่าจะดีกว่าเดิม เครื่องยนต์ตัวนี้จะจับคู่กับเกียร์ CVT ตัวใหม่ คาดว่าน่าจะทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเก่าพอสมควร

สรุป
รุ่น 2.0 ลิตร สมรรถนะยังเหมือนเดิม แต่เพิ่มออปชั่นอำนวยความสะดวก และออปชั่นความปลอดภัยขึ้นมาเล็กน้อย สำหรับรุ่น 2.0S ได้ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัยเพิ่มขึ้นมาก็ถือว่าคุ้มแล้ว สำหรับรุ่น 2.0E 4WD ได้ออปชั่นเกือบจะเหมือนรุ่น 2.4 ลิตรทุกอย่าง มีอุปกรณ์สองสามอย่างเท่านั้นที่ขาดไป ส่วนรุ่น 2.4EL และ 2.4EL 4WD ออปชั่นทุกอย่างเหมือนกันหมดต่างกันแค่ 2.4EL ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า แต่ 2.4EL 4WD มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ถ้าหากจะซื้อควรศึกษารายละเอียดออปชั่น ราคาและโปรโมชั่นของแต่ละรุ่นให้ดีๆ โดยทั้ง 4 รุ่นย่อย มีราคาดังนี้

Honda CRV 2.0S ราคา 1,200,000 บาท
Honda CRV 2.0E 4WD ราคา 1,325,000 บาท
Honda CRV 2.4EL ราคา 1,495,000 บาท
Honda CRV 2.4EL 4WD ราคา 1,580,000 บาท

ดู SPEC อย่างละเอียด
ดู OPTION หรืออุปกรณ์เสริม

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิว Honda Jazz SV+

Honda Jazz
Honda Jazz แฮทช์แบ็ค B-Segment ขวัญใจวัยมันส์ มาในปี 2014 นี้ ยังคงพื้นฐานตัวถังเดิม และสมรรถนะแบบเดิมๆ แต่ยังมีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่น่าสนใจและน่าค้นหาสำหรับ Jazz รุ่นล่าสุดนี้ ครั้งนี้จะขอรีวิว Jazz รุ่นท็อป SV+ ราคา 754,000 บาท มาเริ่มกันที่

รูปทรงภายนอก
ยังมีความคล้ายคลึงกับรุ่นก่อนหน้านี้แบบพิมพ์เดียวกันเป๊ะ แต่เปลี่ยนกระจังหน้าให้ดูมาดสปอร์ตขึ้นเล็กน้อย ด้านท้ายรถมีความคล้ายคลึงกับ CRV มองผ่านๆ เหมือนจะเป็น CRV ย่อส่วน

ท้าย Honda Jazz
Honda Jazz มีระยะความยาวจากด้านหน้าถึงซุ้มล้อที่สั้น จะช่วยในเรื่องของความคล่องตัวในการกะระยะรถทางด้านหน้า และเมื่อมาดูข้อมูลแล้วจะพบว่า Honda Jazz ที่มีความยาว 3,955 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,530 มิลลิเมตร กลับมีความยาวน้อยกว่า Toyota Yaris ที่ตอนนี้กลายร่างเป็นอีโคคาร์ไปแล้ว โดย Yaris มีความยาว 4,115 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,550 มิลลิเมตร เทียบกันแล้วรู้สึกว่า Jazz จะสั้นกว่าพอสมควรซึ่งก็จะส่งผลดีในเรื่องของความคล่องตัวกับการใช้งานในพื้นที่จำกัด แต่มันจะส่งผลต่อห้องโดยสารภายในแค่ไหนมาดูกันต่อที่

ภายใน
เมื่อเข้ามาดูห้องโดยสารภายใน รถที่ภายนอกดูเล็กแต่ห้องโดยสารดูไม่เล็กอย่างที่คิด ภายในให้ความรู้สึกคล้าย Mini MPV ของค่ายอย่าง Honda Freed กับ Honda Mobilio โดยเฉพาะที่นั่งแถวหลังนี่ต้องบอกว่าออกแบบมาเอาใจผู้โดยสารจริงๆ ส่วนที่นั่งแถวหน้า และส่วนของคนขับก็ยังมีพื้นที่เหลือเฟือ สำหรับผู้ที่มีรูปร่างเล็กถึงปานกลาง แต่สำหรับคนที่สูงเกิน 180 เซนติเมตร และมีรูปร่างค่อนข้างหนา อาจจะรู้สึกอึดอัดหน่อย เบาะหลังสามารถพับแยกแบบ 60:40 ได้ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในรถถือว่าจัดมาเต็มที่เมื่อเทียบกับรถในพิกัดเดียวกัน ทั้งยังมีระบบความบันเทิงเป็นจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รายละเอียดสูง HDMI

เครื่องยนต์
Honda Jazz ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แรงม้าสูงสุด 117 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 146 นิวตัน-เมตร ที่ 4,700 รอบต่อนาที เหมือนๆ กับ Honda City และยังสามารถรองรับน้ำมัน E85 แรงม้าลดลงจากรุ่นเดิม 3 แรงม้าแต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากมาย ความรู้สึกด้านอัตราเร่งยังรู้สึกเหมือน Jazz รุ่นเดิมอยู่ แต่กับการยึดติดแต่กับของเดิมๆ มันก็ออกจะน่าเบื่ออยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม Jazz คันนี้ก็ยังมีอัตราเร่งที่พอจะเรียกได้ว่าขับสนุกเป็นอันดับต้นๆ ของ Segment นี้ แต่เกียร์ CVT ของ Jazz รุ่นนี้ก็ยังถือว่าส่งกำลังได้ไม่เร้าใจเท่า Jazz รุ่นก่อน แต่จะได้ในเรื่องของความนิ่มนวลไม่กระชากกระชั้น สมรรถนะอัตราเร่งของ Jazz ยังถือว่าทำได้ดีพอสมควร โดย 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 11.2 วินาที 0-140 ทำได้ 21.6 วินาที 0-160 ทำได้ 31.6 วินาที อัตราเร่งแซง 60-100 ทำได้ 6.3 วินาที 80-120 ทำได้ 8.2 วินาที ความเร็วสูงสุดบนมาตรวัดประมาณ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สมรรถนะแบบนี้ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ด้านอัตราประหยัดน้ำมันหากขับความเร็วเฉลี่ย 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะประหยัดน้ำมัน 12.9 กิโลเมตรต่อลิตร และถ้าขับช้าลงไปก็จะมีอัตราประหยัดน้ำมันดังนี้ 100 กม./ชม. ประหยัด 17.1 กม./ลิตร, 80 กม./ชม. ประหยัด 21.9 กม./ลิตร และที่ 60 กม./ชม. จะประหยัด 26.5 กม./ลิตร ก็อย่าให้ต้องถึงขั้นขี้เหนียวขับ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปตลอดเลย ขับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนี่แหละกำลังพอดี

ช่วงล่างหรือระบบรองรับ
ด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ยังคงเน้นช่วงล่างที่นุ่มนวลนั่งสบายมากกว่าจะเน้นความหนึบและการทรงตัวอยู่เช่นเดิมและน่าเสียใจที่ต้องบอกว่าช่วงล่าง Jazz รุ่นปัจจุบันให้ความรู้สึกในการเกาะถนนที่แย่กว่ารุ่นก่อนหน้านี้ แต่ยังไงหากขับไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงยังถือว่าหนึบแน่นปลอดภัยหายห่วง ซึ่ง Honda Jazz ก็มีระบบช่วยเหลือ คือ ระบบควบคุมการทรงตัว Vehicle Stability Assist (VSA) ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA) ระบบควบคุมความเร็ว Cruise Control ส่วนเบรค ABS ของ Honda Jazz ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพดีพอใช้ได้โดยมีระยะเบรกจาก 100-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 43.2 เมตร เท่ากับ Mitsubishi Lancer EX รุ่น 1.8 ลิตร และย่านความเร็ว 80-0 อยู่ที่ 27.9 เมตร ส่วน 60-0 ใช้ระยะ 16.1 เมตร และ Jazz SV+ รุ่นท็อปยังติดตั้งถุงลมนิรถัยมาให้ทั้งคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย ซึ่งออปชั่นด้านความปลอดภัยถือว่า Honda จัดเต็มมาให้อยู่แล้ว

สรุป

ข้อดีของ Honda Jazz คันนี้คือ พื้นที่ห้องโดยสารจัดสรรได้อย่างลงตัว การใช้งานในเมืองทำได้อย่างคล่องแคล่ว รองรับน้ำมัน E85 จัดเต็มออปชั่นความปลอดภัย

ข้อเสียคือ ช่วงล่างยังไม่หนึบเท่าไหร่ อัตราเร่ง และความเร็วสูงสุด ก็แสนจะธรรมดา และสมรรถนะด้อยกว่า Ford Fiesta Ecoboost

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

เปรียบเทียบ Sedan D-Segment: Toyota Camry, Honda Accord, Nissan Teana

ตลาดกลุ่มรถซีดาน D-Segment เป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยกลุ่มนี้เน้นขายให้กับลูกค้าช่วงอายุวัยกลางคนซึ่งทำงานมาเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว อาจจะเป็นระดับผู้จัดการ ผู้บริหาร หรือสูงกว่านั้น ซึ่งรถก็ออกแบบมาให้นั่งสบาย หรูหราภูมิฐาน สมกับเป็นรถผู้บริหาร เรียกว่าหรูระดับน้องๆ รถยุโรปกันไปเลย และผู้ร่วมแข่งขันในตลาดกลุ่มนี้ก็มีหลักๆ อยู่สามรุ่น และอาจมีรถคันอื่นมาคาบเกี่ยวในกลุ่มนี้บ้าง แต่ก็ไม่โดดเด่นเท่ากับสามคันนี้ และเจ้ารถสามคันที่ว่านี้ก็คือ Toyota Camry, Honda Accord และ Nissan Teana โดยสถานการณ์จะเป็น Camry กับ Accord แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายโดยมี Teana คอยเข้ามาสอดแทรกและปล่อยทีเด็ดให้สองค่ายยักษ์ใหญ่ได้ตะลึงในบางครั้ง เปรียบเสมือนศึกสามก๊กชิงความเป็นใหญ่ระหว่าง โจโฉ กับ เล่าปี่ โดยมีซุนกวน คอยสอดแทรก ครั้งนี้ขอนำรุ่นมาตรฐาน 2.0 ลิตร ในระดับราคาล้านต้นๆ มาเปรียบเทียบให้ท่านได้ดูกัน เริ่มจาก

Toyota Camry
Toyota Camry 2.0G ราคา 1,279,000 บาท ใช้เครื่องยนต์ 1AZ-FE ความจุ 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้กำลัง 148 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนล้อหน้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดแบบซีเควนเชียล มิติตัวรถ กว้าง*ยาว*สูง 1,825*4,825*1,470 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,775 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 150 มิลลิเมตร

Honda Accord
Honda Accord 2.0EL ราคา 1,299,000 บาท ใช้เครื่องยนต์ R20A 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC i-VTEC ความจุ 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนล้อหน้า ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด มิติตัวรถ กว้าง*ยาว*สูง เท่ากับ 1,850*4,870*1,465 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,775 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 141 มิลลิเมตร

Nissan Teana
Nissan Teana 2.0XE ราคา 1,270,000 บาท ใช้เครื่องยนต์ MR20DE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ความจุ 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนล้อหน้าผ่านเกียร์ Xtronic CVT มิติตัวรถ กว้าง*ยาว*สูง 1,830*4,875*1,490 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,775 มิลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 135 มิลลิเมตร

ตารางเปรียบเทียบรถทั้ง 3 รุ่น
จะเห็นได้ว่า Teana ที่มีแรงม้าน้อยกว่าใครเพื่อนกลับทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ดีที่สุดที่ 11.2 วินาที ทิ้งให้ Accord และ Camry ไปแข่งกัน 2 คันโดย Accord เฉือนเอาชนะไป 0.1 วินาที ก็น่าแปลกใจเหมือนกันที่ Teana ทำได้ขนาดนี้เพราะเทียบแรงบิดต่อน้ำหนักก็ไม่ได้ดีไปกว่า Camry ยิ่งแรงม้าต่อน้ำหนักยิ่งไปใหญ่ แต่ที่ทำอัตราเร่งสปีดต้นได้ดีขนาดนี้คงต้องยกความดีให้เกียร์ CVT ของ Teana ที่ส่งกำลังได้อย่างราบรื่นในช่วงความเร็วต้น ทำให้สามารถทำเวลาได้ดีกว่าอย่างที่เห็น แต่พอเป็นช่วงความเร็วในการเร่งแซง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กลับเป็น Camry ที่ทำเวลาได้ดีที่สุดทิ้งห่างอีก 2 คันที่เหลือ ร่วม 1 วินาที ก็หมายความว่าเวลาจะเร่งแซงรถคันข้างหน้าในความเร็วระดับนี้ Camry ทำได้ไวกว่า ซึ่งเวลา 1 วินาที ก็มีความหมายพอที่จะทำให้คุณพ้นจากการประสานงานกับรถที่วิ่งสวนมาข้างหน้าได้อย่างมาก ส่วนอัตราเร่งความเร็วปลายและความเร็วสูงสุดต้องยกให้ Accord ที่เป็นรถที่เร็วที่สุดสมกับที่มีแรงม้ามากกว่าใครเพื่อน และยังเป็นรถที่ประหยัดน้ำมันที่สุดอีกด้วยเรียกว่าประหยัดกว่าอย่างชัดเจน ข่วงล่างก็เกาะหนึบไว้ใจได้ทั้งสามคันแต่ Camry กับ Accord จะรู้สึกถึงความสปอร์ตอยู่บ้างแต่ยังมีความนิ่มนวลนั่งสบายอยู่ ส่วนคนที่ชอบช่วงล่างนุ่มๆ แบบรถนั่งสบายๆไปเลยก็ต้องเป็น Teana ก็เรียกได้ว่าทั้ง 3 คันมีดีคนละแบบคนละสไตล์ โดยในข้อมูลทางตัวเลขก็ชัดเจนในตัวมันเองแล้ว ทั้งสามคันก็มีสมรรถนะ ที่ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากนัก ก็ขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมส่วนตัวเลยว่าจะชอบแบรนด์ไหน หรือถ้าไม่ชอบ 3 แบรนด์นี้ ก็อาจมองหาความแตกต่างอย่าง Peugeot 408, Skoda Octavia, Subaru Legacy, Hyundai Sonata ทั้งหมดนี้ในพิกัดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรดูก็ได้


วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

เปรียบเทียบ Toyota Vios VS. Honda City

ครั้งนี้ขอนำทุกท่านเข้าสู่การเปรียบเทียบรถซีดาน B-Segment 1.5 ลิตร ของค่ายยักษ์ใหญ่ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาอย่างช้านาน อย่าง Toyota และ Honda ซึ่งในกลุ่มตลาดระดับนี้ก็มีรถยนต์คอมแพคซีดานอยู่ 2 รุ่นที่ทำยอดขายสลับกันขึ้นที่หนึ่งที่สองอยู่ในแต่ละช่วงปี นั่นก็คือ Toyota Vios กับ Honda City (ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 เป็น City เฉือนชนะ Vios ไป 11,477 ต่อ 11,412 คัน ต่างกันแค่หลักสิบ แต่มาเดือนสิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ยอดขาย Vios ชนะ City ไปที่ 4,143 ต่อ 3,523 คัน)  โดย Vios รุ่นล่าสุดนั้นเปิดตัวมาก่อน และ All new City ก็ตามมาทีหลัง ก็ต้องมาดูกันว่า Toyota Vios จะมีความเก๋าพอที่จะรับมือ Honda City ที่ใหม่และสดกว่าได้หรือไม่ ครั้งนี้ขอนำรุ่นท็อปทั้งสองยี่ห้อมาเปรีบเทียบกันโดยทาง Toyota จะเป็น Vios S และ Honda จะเป็น City SV+

Toyota Vios



Honda City
เปรียบเทียบสเป็ค Vios, City

เรียกว่าเรื่องของกำลังเครื่องยนต์นั้น Honda City มีมากกว่าทั้งแรงม้าและแรงบิด (ขอแก้ตรง 120 แรงม้าเป็น 117 แรงม้า และแรงม้าต่อน้ำหนักจาก 108.9 เป็น 106.17 แรงม้า/ตัน)  และเมื่อเทียบกำลังต่อน้ำหนักแล้ว City ก็ยังมีมากกว่าอยู่ดี และเวลาขับจริงๆ ก็เป็น City ที่ออกตัววิ่งได้อย่างกระฉับกระเฉงกว่าไม่ว่าจะเป็นรอบต่ำ กลาง สูง แต่ Toyota Vios นั้นจะอืดในรอบต่ำต้องลากรอบสูงๆ อัตราเร่งจึงจะมาเป็นน้ำประปาแตก เรียกว่าคล้าย Vios Gen1 Gen2 เหมือนกันเพียงแต่รู้สึกว่าเร็วกว่านิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะอัตราทดเกียร์ที่ห่างเกินไปและมีแค่ 4 เกียร์ มันเลยติดลากรอบสูงเหมือน Vios ตัวเดิมๆ ส่วนช่วงล่างทั้งสองคันไม่มีปัญหาอะไร สามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ การซับแรงสั่นสะเทือนเป็นไปอย่างนุ่มนวลทั้งคู่ และเป็นรถที่นั่งสบาย แต่ Vios แอบมีกังวลเล็กๆเพราะอาการโยนตัวยามเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ซึ่งตรงนี้ City รู้สึกได้น้อยกว่า แต่เรื่องทิศทางและน้ำหนักพวงมาลัยเป็น Vios ที่ทำได้ดีกว่า มีความแม่นยำและน้ำหนักเฟิร์มกำลังดี แต่ City พวงมาลัยยังขาดความแม่นยำ น้ำหนักและระยะฟรียังรู้สึกไม่ค่อยลงตัว

มาถึงบทสรุป ก็เรียกว่าทั้งสองคันเรียกคะแนนในส่วนที่แตกต่างกัน Honda City ได้เปรียบในเรื่องของประสิทธิภาพเครื่องยนต์และระบบเกียร์ ส่วนของช่วงล่างก็ไว้ใจได้มากกว่านิดหน่อย Toyota Vios ได้เปรียบในเรื่องการเซ็ตพวงมาลัยที่ให้ทิศทางแม่นยำและน้ำหนักลงตัวกว่า แถมรัศมีวงเลี้ยวแคบกว่าถึง 20 เซนติเมตร ทำให้การใช้งานในเมืองและการใช้งานภายในพื้นที่จำกัดสามารถขับได้อย่างคล่องตัวกว่า อย่างเช่นการกลับรถในพื้นที่แคบที่บางครั้ง Vios สามารถไปได้ด้วยจังหวะเดียว แต่ City ต้องถอยหลังอีกหนึ่งจังหวะก่อนจะเดินหน้าไปได้รวมเป็น 2 จังหวะ และ Vios มีราคาถูกกว่า 15,000 บาทซึ่งเท่ากับเงินเดือน 1 เดือน ของผู้ที่เริ่มต้นทำงาน นับว่าส่งผลอย่างมากทีเดียว เพราะถ้าซื้อ Vios คุณจะได้กินดีอยู่ดีมากกว่าถึง 1 เดือน หากซื้อ City คุณอาจต้องกินแกลบมากกว่าอีกหนึ่งเดือน ก็แล้วแต่ว่าจะพิจารณาถึงความคุ้มค่าต่อสมรรถนะของตัวรถหรืออยากจะจ่ายน้อยกว่าแต่สมรรถนะอาจจะน้อยลงมาหน่อย ซึ่งก็น่าเสียดายที่ไม่มีตัวเลขอัตราประหยัดน้ำมัน หรือ อัตราเร่งและความเร็วสูงสุดมานำเสนอ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจะบอกเป็น Fact เลยว่ารถคันไหนเร็วกว่า ประหยัดน้ำมันกว่า แต่ตอนนี้บอกได้แต่เพียงว่า City แรงกว่าและมันเป็นเพียงความรู้สึกของผมเอง ถ้าคนอื่นมาขับอาจจะรู้สึกต่างออกไปก็ได้ ซึ่งผมก็ขอแนะนำให้ถ้าคุณสนใจรุ่นไหนก็สามารถติดต่อขอลองขับด้วยตัวเองเลยครับ รู้สึกชอบคันไหนก็ตัดสินใจเลือกคันนั้นได้เลย และขอให้มีความสุขกับรถที่ท่านเลือกครับ

คู่มือซ่อมบำรุง Toyota Vios

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

รีวิว Honda Odyssey 2014

Honda Odyssey 2014
ถ้าพูดถึง Honda Odyssey แล้วมันก็คือ Minivan เพื่อครอบครัวที่ราคาสูง (2,950,000 บาท) อาจจะถือได้ว่าเป็นรถระดับหรูได้ในเมืองไทยเรา และก็อาจจะนำไปเปรียบเทียบ กับ Toyota Alphard ที่ราคาแพงกว่าพอสมควร, Toyota Vellfire ที่ราคาใกล้เคียงกัน และ Toyota Ventury ที่ราคาถูกกว่าแต่หน้าตาจะออกไปทาง Commuter เจ้า Honda Odyssey นั้นทำตลาดมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1994 นับจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 20 ปีแล้ว Honda Odyssey ทำตลาดมาทั้งหมด 5 Generations โดยรุ่นปัจจุบัน ปี 2014 เป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 โดยมีรหัสโมเดลคือ RC1-RC2 โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว 2.4 ลิตร i-Vtec ให้แรงม้าสูงสุด 175 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรคทั้ง 4 ล้อโดยระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ อิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ใช้ล้ออัลลอย 17 นิ้ว มีมิติตัวถัง กว้าง 1,820 มิลลิเมตร ยาว 4,830 มิลลิเมตร สูง 1,695 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,900 มิลลิเมตร ความสูงจากใต้ท้องรถ 150 มิลลิเมตร น้ำหนักรถเปล่า 1,860 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 55 ลิตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงทดสอบโดย JCOB สถาบันมาตรฐานของญี่ปุ่น อยู่ที่ 14 กิโลเมตรต่อลิตร ทำให้รู้ว่าเมื่อเติมน้ำมันเต็มถังแล้วมีพิสัยการเดินทางที่ 770 กิโลเมตร

Honda Odyssey ในรุ่นท็อป 2.4 EL จัดอ็อปชั่นอำนวยความสะดวกมาให้พร้อมสรรพทั้ง บานประตูสามารถเปิดอัตโนมัติและมีรีโหมดควบคุม มีซันรูฟ เบาะที่นั่งแถวสองสามารถปรับเอนนอนได้จนราบ เรียกว่าเดินทางไกลเหนื่อยๆนี่ นอนในรถเหมือนบ้านได้เลย ตำแหน่งนั่งในการขับของผู้ขับขี่ออกแบบมาอย่างดีทำให้เห็นทัศนะวิสัยได้ชัดเจน และรถก็ดูโปร่งทำให้รู้สึกกว้างขวาง ไม่อึดอัด

ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์นั้นอัตราเร่งและความเร็วมันก็ไม่ได้ต่างกับรถตู้บ้านๆ ทั่วไป เพราะ จุดประสงค์ที่ทำรถคันนี้ขึ้นมาเน้นขับสบาย เดินทางไกลได้โดยไม่รู้สึกปวดเมื่อยมากนั้นเท่ากับนั่งรถเก๋งซีดาน แต่ถ้าจะเรียกใช้อัตราเร่ง มันก็สามารถเร่งแซงรถบ้านทั่วไปได้ไม่มีปัญหาเร่งไป 140-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ไม่รู้สึกลำบากอะไร แต่ไม่ควรจะซัดยาวแบบนี้ไปตลอดเพราะถ้าใช้ความเร็วระดับนี้นานๆ รู้สึกว่ากำลังมันจะถดถอย คือซัดแบบนี้ไประยะทางไกลซัก 100 กิโลเมตร แล้วก็จะรู้สึกว่าถ้าจะเร่งให้ถึง 140 อีกมันจะใช้เวลานานกว่าเดิม แต่ถ้าขับไปเรื่อยๆ ไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ไม่มีปัญหาอะไร หากต้องการใช้อัตราเร่งแบบทันทีในการขับแซงรถพ่วงที่วิ่งด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Honda Odyssey ก็สามารถเร่งความเร็วจากระดับนั้นไปถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ไม่ยากนัก อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วสูงสุด สำหรับ Honda Odyssey รุ่นนี้ไม่สามารถระบุได้เพราะไม่มีโอกาสได้ทดสอบอัตราเร่งและความเร็วสูงสุดแบบเต็มแม็กซ์ แต่มีสื่อมวลชนท่านหนึ่งทดสอบ ได้ตัวเลขอัตราเร่งจาก 0-100 ภายใน 10.84 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็นับว่าเพียงพอแล้วต่อการขับในชีวิตประจำวันซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่ได้ใช้ความเร็วถึงขนาดนั้นทุกวันอยู่แล้ว ที่น่าชื่นชมคือการส่งกำลังของเกียร์เป็นไปอย่างราบรื่นนิ่มนวลไม่กระชากกระชั้น อัตราเร่งจะเพิ่มขึ้นแบบเรื่อยๆ ไม่มีสะดุด แต่ถ้าถามว่าขับสนุกรึเปล่านักวิจารณ์หลายๆ ท่านอาจจะบอกว่าขับสนุก แต่ความเห็นส่วนตัวของผมเองมันก็ไม่ได้รู้สึกสนุกอะไรมากมาย และก็ไม่คิดที่จะสนุกกับมันด้วย ก็อย่างว่าถ้าต้องการรถขับสนุกก็ไปซื้อพวก EVO, Supra, Impreza, RX7 พวกรถสปอร์ตพวกนั้นดีกว่า สำหรับคันนี้ใช้เดินทางชิลๆ เป็นครอบครัวเท่านั้น คงไม่โง่ขนาดเอา Odyssey ไปขับแบบเกรียนๆ แข่งกับชาวบ้านให้เสียของ

ด้านการควบคุม การทรงตัว ช่วงล่าง ถือว่าทำออกมาได้ดีเกินมาตรฐานรถตู้อยู่พอตัวโดยช่วงล่างมีความรู้สึกละม้ายคล้ายคลึงกับการขับ Honda Accord แต่เป็น Accord ที่ไซส์ใหญ่ขึ้นมาจึงมีอาการน่าหวาดเสียวมากกว่าเวลาขับด้วยความเร็วสูง แต่ในระดับที่จะทำให้ Honda Odyssey เสียการทรงตัวนั้นมันอยู่ในระดับที่ห่างไกลจากรถตู้ราคา ล้านกว่าๆ อย่าง Toyota Commuter, Nissan Urvan มากนัก เผลอๆ จะดีกว่า Honda Civic ด้วยซ้ำ แต่รู้สึกว่าพวงมาลัยมันเบาไป คงเป็นเพราะผู้ผลิตต้องการให้รถขับได้อย่างคล่องตัวในเมือง ด้วยมิติตัวรถซึ่งก็ถือว่าใหญ่พอสมควรหากเซ็ตพวงมาลัยหนักอีกก็จะลำบากเวลาเข้าจอดในห้างสรรพสินค้า หรือซอกแซกตามพื้นที่แคบๆ แต่ถึงแม้พวงมาลัยจะเบาแต่มันก็รู้สึกนิ่งดีทีเดียวถ้าจับสองมือแบบตั้งใจขับก็จะไม่เป็นปัญหาอะไร

สรุปก็คือ เครื่องยนต์ ช่วงล่าง สมรรถนะดี ออปชั่นก็จัดมาอย่างเหมาะสม ถ้าให้ซื้อในราคา 2,950,000 บาท ก็ถือว่าไม่แพงเกินไปกับอรรถะประโยชน์ที่ได้จากรถคันนี้ และด้วยราคานี้หากเปรียบเทียบกับ Toyota Alphard (รุ่น 2.4V ราคา 3,339,000 บาท) ผมจะเลือก Honda Odyssey โดยไม่ลังเลใจเลย แต่ถ้าราคาเท่ากันขอเลือก Toyota Alphard ก็แล้วกัน

ด้านข้างและบั้นท้าย

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

Honda Mobilio มาแล้ว พร้อมราคากับสเป็ค

Honda Mobilio
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Honda ก็ได้เปิดตัวรถเอนกประสงค์อีกคันหนึ่งของค่ายอย่างเป็นทางการไปแล้วกับรถที่มีชื่อรุ่นว่า Honda Mobilio โดยวางตำแหน่งทางการตลาดไว้ต่ำกว่า Honda Freed ที่มีค่าตัวสูงถึง 834,000-959,000 บาท โดย Honda Mobilio น่าจะเหมาะเป็นคู่แข่งทางด้านราคากับ Chevrolet Spin (762,000 บาท) และ Suzuki Ertiga (554,000-689,000 บาท) มากกว่า คงกะจะออกมาเพื่อฆ่ารถใน Segment นี้โดยเฉพาะ เพราะดูสเป็คและราคาแล้วต้องบอกว่าคุ้มสุดคุ้ม กับราคารถเอนกประสงค์ที่เริ่มต้นที่ 597,000 บาท และจบที่ 739,000 บาท โดย Honda Mobilio แบ่งเป็น 4 รุ่นย่อยดังนี้

Honda Mobilio S MT รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว อัตราส่วนกำลังอัด 10.3:1 ให้แรงม้าสูงสุดที่ 120 แรงม้าที่ 6,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 145 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที น้ำหนักรถ 1,173 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 42 ลิตร มิติตัวถัง กว้าง 1,683 มิลลิเมตร ยาว 4,386 มิลลิเมตร สูง 1,603 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,652 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 189 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร พวงมาลัยหมุนสุด 3.42 รอบ ออปชั่นสำคัญที่ขาดจากรุ่นอื่น คือ ไม่มีไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไม่มีระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ไม่มีกุญแจรีโหมด ไม่มีเบาะนั่งแบบพับ 2 จังหวะตรงแถวที่ 3 และไม่มีกล้องมองหลังเวลาถอยจอด มีลำโพงแค่ 2 ตัว, ไม่มีสัญญาณกันขโมย ไม่มีระบบล็อคประตูอัตโนมัติ โดยรุ่นนี้มีราคาอยู่ที่ 597,000 บาท

Honda Mobilio S AT สเป็คและออปชั่นเหมือนรุ่น S MT ทุกอย่างเว้นแต่ใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT และมีกุญแจรีโหมด น้ำหนักรถเพิ่มขึ้นเป็น 1,198 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 642,000 บาท แพงกว่ารุ่นเกียร์ธรรมดา 45,000 บาท เป็นค่าเกียร์ CVT และกุญแจรีโหมด ก็คิดดูเอาเองว่าคุ้มรึเปล่าหากคุ้มก็จัดเลย

Honda Mobilio V AT สเป็คทางเทคนิคก็ยังเหมือนกับรุ่นมาตรฐานทุกประการ ใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT และน้ำหนักมากขึ้นจากรุ่น S AT เป็น 1,218 กิโลกรัม หนักขึ้น 20 กิโลกรัม เพราะ ออปชั่นที่มากกว่าแต่หลักๆที่หนักขึ้นน่าจะมาจากเบาะที่นั่งพับได้แถว 3 ที่เพิ่มขึ้นมา มีลำโพง 4 ตัว มีสัญญาณกันขโมย มีเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 3 และมีระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง มีไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง มีล้ออัลลอย 15 นิ้ว ต่างจากรุ่น S AT และ MT ที่เป็นฝาครอบ 15 นิ้ว แต่ก็ยังไม่มีกล้องส่องภาพด้านหลังอีกอยู่ดี รุ่นนี้มีราคาอยู่ที่ 682,000 บาท ก็ลองเทียบกับรุ่น S ดูว่าหนักขึ้น 20 กิโลกรัม กับราคาเพิ่มขึ้น 40,000 บาท แลกกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้นมาแล้วคุ้มรึเปล่า ส่วนตัวก็คิดว่าคุ้มถ้ามีที่นั่งแบบพับได้แถว 3 และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เพราะ มันสำคัญมากๆ คิดดูเวลาเดินทางไกลอากาศร้อนๆ คนนั่งอยู่ในรถหลายๆคน แล้วไม่มีแอร์ด้านหลังอีกนี่นรกชัดๆ

Honda Mobilio RS AT ก็ยังเป็นรุ่นเกียร์ CVT ที่สเป็คทางเทคนิคเหมือนเดิมแต่มิติตัวถังจะยาวขึ้นจากรุ่นปกติอีก 12 มิลลิเมตร เป็น 4,398 มิลลิเมตร และหนักขึ้นเป็น 1,223 กิโลกรัม หนักขึ้นจากรุ่น V AT อีก 5 กิโลกรัม และจัดเต็มออปชั่นมาทั้ง กล้องมองหลัง ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสพร้อมปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย, มี Bluetooth รองรับการเชื่อมต่อกับ Smart Phone (ได้บางรุ่นไม่ได้รองรับทุกรุ่น), มีระบบล็อคประตูอัตโนมัติ กระจกมองข้างสามารถพับเก็บด้วยไฟฟ้า มีทั้งไฟตัดหมอก สปอยเลอร์หลังแบบสปอร์ต กันชนหน้าและหลังแบบสปอร์ต สเกิร์ตข้าง ปลอกท่อไอเสียสแตนเลส ใช้ล้ออัลลอย 15 นิ้ว แบบเฉพาะรุ่นท็อป RS และรุ่นท็อปรุ่นนี้มีราคาอยู่ที่ 739,000 บาท แพงกว่ารุ่น V AT 57,000 บาท ความเห็นส่วนตัวอยากให้เงิน 57,000 บาทนี้ไปอัพเกรดสมรรถนะเครื่องยนต์มากกว่าเพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งเล็กๆน้อยๆพวกนี้ (กล้องมองหลังซื้อติดเองไม่กี่พันกับอุปกรณ์อื่นๆรวมแล้วราคาไม่น่าจะเกิน 30,000 บาท และบางอย่างก็ไม่จำเป็นในการใช้งาน) กล่าวโดยสรุปแล้วคิดว่ารุ่นรองท็อป Honda Mobilio V AT น่าจะคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงทุนไปที่สุด

Mobilio รอคุณเป็นเจ้าของอยู่

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

อีกครั้งกับการยำรวมเหล่า CrossOver SUV: Mazda CX5, Subaru XV, Honda CRV, Chevrolet Captiva

จากที่เคยกล่าวถึง Mazda CX5, Subaru XV, Honda CRV ในบล็อกรวมพล Crossover SUV หรือเอาจริงๆนี่ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2014 ที่ตอนนั้นเขียนใน wordpress นับแต่นั้นมาก็เป็นเวลาเกือบ 8 เดือนก็ยังข้องใจอยู่ว่าเอาจริงๆแล้วคันไหนจะดีกว่า วันนี้จึงอยากจะรีวิวแบบฟันธงให้ชัดเจนไปเลย โดยครั้งนี้ขอเพิ่มอีกหนึ่งตัวเลือกคือ Chevrolet Captiva เข้ามาด้วย ครั้งนั้นใช้ราคาและขนาดเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่มมาเปรียบเทียบแต่ครั้งนี้ขอมองข้ามเรื่องราคา, ขนาดเครื่องและประเภทของเชื้อเพลิงที่ใช้ แล้วจัดรุ่นท็อปขับเคลื่อนสี่ล้อของทั้งสี่ยี่ห้อมาเปรียบเทียบกันดู เพราะครั้งนั้นดู Subaru XV จะได้เปรียบเพราะใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Full Time ขณะที่รถคันอื่น (Mazda CX5) ขับเคลื่อนสองล้อหน้าทำให้อัตราเร่งสปีดต้นและการเกาะถนนดูเหมือนจะเสียเปรียบ เพราะถ้าให้เปรียบเทียบการมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อก็เหมือนกับคุณใส่รองเท้าวิ่งในขณะที่รถไม่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อก็เหมือนวิ่งด้วยเท้าเปล่า การยึดเกาะพื้นของเท้าเปล่าย่อมน้อยกว่าใส่รองเท้า (เอามาจากเรื่อง Initial D) และเนื่องจากรถสี่คันนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือเน้นขับแบบสปอร์ตกับเน้นขับแบบสบาย ซึ่ง Mazda CX5, Subaru XV อยู่ในกลุ่มแรกและ Honda CRV, Chevrolet Captiva อยู่ในกลุ่มหลัง จึงขอจับคู่ Versus กันเป็น Mazda CX5 VS. Subaru XV และ Honda CRV VS. Chevrolet Captiva ซึ่งกลุ่มแรกนั้นชนะกลุ่มหลังขาดเพราะอัตราเร่ง อัตราประหยัดน้ำมัน ดีกว่าทุกอย่าง ก็เหมือนกับ CX5, XV มาชิงแชมป์ แต่ CRV, Captiva มาชิงที่สาม

Mazda CX5
Mazda CX5 รุ่นท็อป 4WD สเป็คเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร แรงม้าสูงสุด 175 แรงม้าที่ 4,500 รอบต่อนาที แรงบิด 420 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที อัตราการประหยัดน้ำมัน 18 กิโลเมตรต่อลิตร จากมาตรฐานการทดสอบ JCOB ของญี่ปุ่น

Subaru XV
Subaru XV สเป็ครุ่นท็อปก็เหมือนเดิมเครื่องยนต์ Boxster เบนซิน ลูกสูบนอน 2.0 ลิตร 150 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิด 196 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที ใช้เกียร์ CVT ขับเคลื่อนสี่ล้อ

จะบอกว่าถ้าเป็นรุ่นเบนซิน 2.0 ลิตร เหมือนกันนี่ด้านอัตราเร่งและอัตราประหยัดน้ำมันจะสูสีกันมาก แต่เมื่อ XV มาเจอกับรุ่นท็อปขับสี่ดีเซลของ CX5 เรียกว่าจอดเลยครับ จอดสนิทอัตราเร่งแพ้ไปเลย CX5 เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตรที่ทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนี่ว่าเร็วแล้ว CX5 รุ่นดีเซล 2.2 ลิตร นี่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 212 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปเลย แต่อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนี่ เบนซิน 2.5 ลิตรเร็วกว่าที่ 8 วินาทีปลายๆ ส่วนดีเซลใช้เวลา 9 วินาทีครึ่ง ช่วงล่างและการเกาะถนนก็ดีทั้ง CX5 และ XV แต่ CX5 มีแอบเสียวตรงพวงมาลัยเบาเกินและทิศทางยังไม่ค่อยแม่นยำเท่ากับ XV แต่ถ้าคุ้นเคยกับมันแล้วก็คงไม่ค่อยจะส่งผลอะไร รถทั้งคู่ขับสนุกให้อารมณ์สปอร์ต แต่ถ้าให้ฟันธงตอนนี้คงต้องบอกว่า CX5 กินขาด เหมือนคำพูดที่ว่ามาทีหลังย่อมดังกว่า คลื่นลูกใหม่ย่อมกลบซัดคลื่นลูกเก่าอะไรทำนองนั้น จุดที่ CX5 แพ้เรื่องการเซ็ตน้ำหนักและทิศทางของพวงมาลัยสามารถแก้ได้ที่คนขับ โดยการเรียนรู้และปรับตัวกับมัน แต่จุดที่ XV แพ้ที่เรื่องสมดุลอัตราเร่ง ความเร็ว และอัตราการประหยัดน้ำมัน มันแก้ที่คนขับไม่ได้ ถ้าคุณจะแก้คุณก็ต้องพยายามลดน้ำหนักตัวคุณให้ผอมลง เมื่อน้ำหนักเบาลงจะได้ไม่เป็นภาระกับเครื่องยนต์ ซึ่งวิธีนี้ผมว่ายากกว่าทำความคุ้นเคยกับพวงมาลัยเยอะ (ขอเน้นไว้หน่อยฮาดี)

ฟันธง: Mazda CX5

มาถึงพระรองอย่าง Honda CRV และ Chevrolet Captiva

Honda CRV
Honda CRV รุ่นท็อป ขับเคลื่อนสี่ล้อใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร 170 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที น้ำหนัก 1,585 กิโลกรัม

Chevrolet Captiva
Chevrolet Captiva รุ่นท็อปขับเคลื่อนสี่ล้อเบนซิน 2.4 ลิตร ให้แรงม้า 167 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิด 230 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที น้ำหนัก 1,860 กิโลกรัม

Captiva ถือว่าเก่าคร่ำคร่า (เน้นไว้เพราะเรื่องภาษาไทยไม่แน่ใจว่าจะใช้คร่ำครึหรือคร่ำคร่า คุ้นๆว่าคร่ำครึใช้สำหรับความคิด คร่ำคร่าใช้สำหรับสิ่งของหรือเปล่า?) สมควร Full Model Change ได้แล้ว ถึงแม้จะเทียบกับ CRV แล้วมันก็อืดเหมือนกันเปลืองน้ำมันเหมือนกันก็เถอะ แต่ CRV ขับแล้วรู้สึกอัตราเร่งดีกว่าเยอะ และประหยัดน้ำมันกว่า Captiva นิดหน่อย ก็อย่างว่า Captiva รุ่นนี้มันขายมาตั้งนานสมัยพระเจ้าเหาแล้วก็ยังจะ MinorChange มันอยู่นั่น ลากขายกันยาวๆ CRV ก็ไม่ใช่ว่าไม่เก่าแต่ก็ใหม่กว่า Captiva อยู่ยังไม่ถึงเวลา Full Model Change เพราะมันยังขายได้เรื่อยๆ เอาเป็นว่าถ้าเรื่องอัตราเร่งหันไปคบ CRV ดีกว่า แต่ถ้าเรื่องช่วงล่างการเกาะถนนการเข้าโค้งหันไปคบ Captiva จะดีกว่า สรุปมีจุดเด่นคนละด้านแต่ก็เป็นรถนั่งสบายเหมาะสำหรับใช้เดินทางไกลเป็นครอบครัวทั้งคู่เพราะช่วงล่างนุ่มสบายเหมือนกัน ผลสรุปเลยให้เสมอกัน

ฟันธง: เสมอกัน

ปล: ขอเพิ่มเติมตรงสมดุลอัตราเร่ง ความเร็ว และอัตราประหยัดเชื้อเพลิง แก้ที่คนขับไม่ได้ เพราะไม่ว่าคุณจะพยายามขับดียังไง XV ก็แพ้ CX5 อยู่ดี ก็คือเมื่อคุณเค้นกำลังเครื่องยนต์เพื่อทำความเร็วให้ XV เร็วเท่ากับ CX5 จะทำให้ XV เปลืองน้ำมันมากกว่า แต่ถ้าจะขับให้ XV ประหยัดน้ำมันเท่ากับ CX5 ก็ทำได้แต่ก็ทำให้อัตราเร่งและความเร็วช้ากว่า จึงบอกได้ว่าขับยังไงก็ไม่แก้สมดุลระหว่างอัตราเร่งกับอัตราประหยัดเชื้อเพลิง

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รวมดาวเด่นรถสปอร์ตแดนซามูไร (ภาคแรก)

จากกระแสอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในตอนนี้ ประเทศไทยเราก็มีความตื่นตัวไม่แพ้นานาประเทศ จึงส่งผลให้มีโครงการต่างๆ เพื่อประหยัดพลังงานและอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการประหยัดน้ำมัน ซึ่งก็มีโครงการต่างๆเพื่อสนับสนุน eco car จึงทำให้บริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่หันไปเน้นตลาดรถยนต์ส่วนนี้มากขึ้น ยิ่งสภาพเศรษฐกิจผันผวนไม่ค่อยแน่นอน ค่าจ้างต่ำ ค่าครองชีพสูงด้วยแล้ว eco car มันยิ่งเหมาะกับปี 2014 นี้เป็นอย่างมาก แต่เมื่อย้อนไปถึงยุคปี 1990 จนถึงปี 2000 แล้ว ทศวรรษนั้นต้องถือว่าเป็นยุคทองของรถสปอร์ตสมรรถนะสูงในบ้านเรา มีหลายค่ายนำเข้ารถสปอร์ตและแข่งขันกันอย่างดุเดือด บริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นเองก็ส่งรถสปอร์ตมาขายในไทยหลายรุ่น และหลายๆคันถ้าปรับแต่งดีๆ ก็ถึงขั้นเล่นซะ supercar บางคันยังต้องเสียเชิง วันนี้เลยอยากมาหวนรำลึกถึงเหล่ารถญี่ปุ่นสมรรถนะสูงเหล่านั้นโดยแนะนำข้อมูลรถที่ยังไม่ผ่านการปรับแต่งเป็นสมรรถนะเดิมๆ จากสต็อกโรงงาน เริ่มจากค่าย

HONDA

Honda CRZ
CRZ

ไม่เชิงถือว่าเป็นรถสปอร์ต เพราะสมรรถนะใกล้เคียงกับรถบ้านมากกว่า แต่ก็มีหลายคนเวลาจะซื้อชอบนำไปเปรียบเทียบกับ FT 86 ของ Toyota ตามข้อมูลจาก official website ของ Honda ระบุว่าใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียงความจุ 1.5 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าระบบไฮบริด รวมกำลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์มี 130 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 1,000-3,000 รอบต่อนาที CRZ ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 10.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ที่เป็นจุดเด่นจริงๆ คือประหยัดน้ำมันถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตร ก็ถือว่ามันเป็นรถยุคปัจจุบันที่พอจะหวนนึกถึงรถสปอร์ตในอดีตได้บ้างในด้านรูปลักษณ์

Honda Prelude
Prelude

นิสิถึงจะเรียกว่ารถสปอร์ต โดยรุ่นที่คนไทยนิยมคือ Generation 4 (มี 5 Generations) รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ H22A1 มีแรงม้าที่ 187 แรงม้า ที่ 6,800 รอบต่อนาที แรงบิด 207 นิวตัน-เมตร ที่ 5,500 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 9.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 201 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สมรรถนะดีกว่ารถบ้านในยุคปัจจุบันนิดเดียว แต่สำหรับยุค 90 แล้วถือว่าเร็วกว่ารถหลายๆคันในยุคนั้นมาก

Honda S2000
S2000

รุ่นท็อปเวอร์ชั่นญี่ปุ่นใช้เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร 239 แรงม้า ที่ 7,800 รอบต่อนาที แรงบิด 221 นิวตัน-เมตร ที่ 6,500-7,500 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0-100 ภายใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 241 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าพอจะหนีสมรรถนะแบบรถบ้านไปได้แล้ว

Honda NSX
NSX

รถคันนี้ได้รับฉายาว่าเป็น Japanese Ferrari ซึ่งมันก็เป็นคู่ปรับตัวฉกาจของ Ferrari F355 ในยุคนั้น NSX ใช้เครื่องยนต์ รหัส C32B V6 3.2 ลิตร 290 แรงม้า 304 นิวตัน-เมตร ด้วยน้ำหนัก 1,430 กิโลกรัม มันสามารถทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 4.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือได้ว่าเป็นซูเปอร์คาร์คันแรกของญี่ปุ่น และคาดว่าในปี 2015 NSX Generation 2 จะออกวางตลาดอย่างเป็นทางการ (เปิดรับจอง 2014 ส่งมอบรถได้ในปี 2015) โดยขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ยังไม่เปิดเผยสเป็คของรถรู้แค่เพียงว่า ใช้เครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตร ไฮบริด

Honda NSX 2015 Concept
MAZDA

Mazda RX7
RX7

เทพโรตารี่ที่เครื่องยนต์ใช้โรเตอร์หมุนแทนการเต้นของลูกสูบ FD3S เวอร์ชั่นญี่ปุ่นมี 276 แรงม้า 314 นิวตัน-เมตร หนัก 1,150 กิโลกรัม อัตราเร่ง 0-100 ใช้เวลา 5.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Mazda RX8
RX8

ถึงจะไม่แรงเท่า RX7 แต่ยังมีหัวใจความเป็นสปอร์ตกับเครื่องยนต์โรตารี่สมรรถนะ 232 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที 215 นิวตัน-เมตร ที่ 5,500 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 6.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 234 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Mazda MX5
MX5

รูปลักษณ์มีบุคลิกความเป็น Roadster กับเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง 2.0 ลิตร 167 แรงม้าที่ 7,200 รอบต่อนาที แรงบิด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 5,000 รอบต่อนาที สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 7.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 215 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับวันนี้ขอจบภาคแรกไว้ที่ Mazda ก่อน ตอนต่อไปจะมาต่อกันที่ ค่าย Mitsubishi ที่ปัจจุบันจะเน้นรถกระบะ กับ PPV แล้วก็ eco car ไปซะส่วนใหญ่ แถมยังกั๊กไม่เคยจะนำเข้า Lancer Evolution มาขายในไทยเลย เราจะมาดูกันว่าค่ายนี้เคยผลิตรถสปอร์ตมากี่รุ่น และพลาดไม่ได้กับค่าย Nissan ที่มีเจ้าก็อตซิลล่า GTR เป็นตัวชูโรงนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

สำหรับวันนี้ขอให้ทุกท่านขับรถดีๆ มีน้ำใจ ปฏิบัติตามกฎจราจร เฮงๆ รวยๆ กันทุกคนครับ

อ่าน รวมดาวเด่นรถสปอร์ตแดนซามูไร (ภาค 2) ได้ที่นี่

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ศึก Sedan Eco car: Nissan Almera vs Mitsubishi Attrage vs Honda Brio Amaze

ออกมาทำตลาดกันตั้งแต่ปี 2013 แล้ว จะไม่พูดถึงเลยก็คงไม่ได้สำหรับรถในเซกเมนต์ใหม่ eco car เครื่องยนต์ 1.2 ลิตรในรูปแบบซีดาน 4 ประตู ที่ผลิตออกมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งเรื่องความประหยัด และความกว้างของห้องโดยสาร ในกลุ่มนี้มีตัวเลือกหลักๆ คือ Nissan Almera, Mitsubishi Attrage, Honda Brio Amaze โดยมาเริ่มกันที่

Nissan Almera
มากับเครื่องยนต์ HR12DE 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 1.2 ลิตร 79 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 106 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที มีให้เลือกใช้ทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์ CVT ที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า XtronicCVT น้ำหนักรถเปล่าโดยประมาณ 962 - 1,027 กิโลกรัม ความจุห้องสัมภาระด้านท้าย 490 ลิตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร ต่อด้วย

Mitsubishi Attrage
ใช้เครื่องยนต์ 3A92 3สูบ DOHC Mivec 12 วาล์ว 1.2 ลิตร 78 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 100 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที มีให้เลือกทั้ง เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์ Invect III CVT น้ำหนักรถเปล่าประมาณ 885 - 930 กิโลกรัม ความจุห้องสัมภาระด้านท้าย 450 ลิตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.8 เมตร

Honda Brio Amaze
มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC 1.2 ลิตร 90 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 110 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบต่อนาที มีให้เลือกทั้งรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และรุ่นเกียร์ CVT น้ำหนักรถเปล่าประมาณ 925 - 950 กิโลกรัม ความจุห้องสัมภาระด้านท้าย 420 ลิตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.5 เมตร

มาเปรียบเทียบกันดูเหมือนกับว่า Attrage เรี่ยวแรงน้อยที่สุดแต่กลับกลายเป็นว่ามันทำผลงานได้ดีที่สุดในเรื่องของอัตราเร่ง และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง Brio Amaze ที่รู้สึกว่าขับแล้วเหมือนจะเร็วแต่จับเวลาจริงๆ กลับแพ้ให้ Attrage (เฉพาะรุ่นเกียร์ธรรมดา ส่วนเกียร์ CVT Attrage จะอืดที่สุด แต่ก็ยังประหยัดน้ำมันที่สุดอยู่ดี) ส่วน Almera นั้นอืดที่สุดคงเป็นเพราะแบกน้ำหนักมากกว่าใครเพื่อน แต่ในการเร่งแซงยังแอบทำได้ดีกว่า Brio Amaze ในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ Almera ยังประหยัดน้ำมันเป็นอันดับสองรองจาก Attrage แต่ในเรื่องความกว้างและความสะดวกสบายต้องยกให้ Nissan Almera โดยตัวรถกว้างที่สุดทั้งห้องโดยสารและห้องสัมภาระ Brio Amaze จะได้ในเรื่องของการขับขี่ที่รู้สึกสนุกกว่าทั้ง 2 คันที่เหลือ แต่เอาจริงๆ แล้วอัตราเร่งดันไปแพ้ Attrage ที่ขับแล้วไม่รู้สึกอะไรแต่ก็ต้องตกใจเมื่อจับเวลาแล้วมันเร็วที่สุดจริงๆ ที่ Brio Amaze ชนะจริงๆ เป็นส่วนของช่วงล่างและพวงมาลัยที่ทำออกมาได้ลงตัวกว่าทั้ง Attrage และ Almera โดย Attrage รั้งอันดับสอง และ Almera รั้งอันดับบ๊วย โดยสามารถให้คะแนนในด้านต่างๆ ดังนี้

อัตราเร่ง (คะแนนเต็ม 10)
1.Attrage              3  คะแนน
2.Brio Amaze       2  คะแนน
3.Almera              1  คะแนน

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ความประหยัด (เต็ม 10)
1.Attrage             10  คะแนน
2.Almera               9  คะแนน
3.Brio Amaze      8.5 คะแนน

 พื้นที่ใช้สอยความสะดวกสบาย (เต็ม10)
1.Almera          10   คะแนน
2.Attrage          9.5  คะแนน
3.Brio Amaze     5  คะแนน

รูปร่างรูปทรงภายนอก (เต็ม10)
1. Almera, Attrage ได้อันดับหนึ่งร่วมกัน 8 คะแนน
3.Brio Amaze ครองบ๊วย 3 คะแนน

ช่วงล่าง พวงมาลัย ความคล่องตัว (เต็ม 10)
1. Brio Amaze  5 คะแนน
2. Attrage         4 คะแนน
3. Almera        3.5 คะแนน

ฟีลลิ่งการขับขี่ ความสนุก ปัจจัยทางอารมณ์ (เต็ม 10)
1.Brio Amaze   3  คะแนน
2.Attrage          2 คะแนน
3.Almera        1.5 คะแนน

อยากจะอธิบายว่าโดยหลักๆ Attrage และ Almera ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของ eco car ได้มากกว่า ในขณะที่ Brio Amaze ไปชนะในเรื่องที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของ eco car ทั้งยังชนะไม่ขาดอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่อัตราเร่งมันควรจะดีกว่าแบบขาดกระจุยเพราะได้เปรียบชาวบ้านเขาตรงที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ ในขณะที่คู่แข่งมีแค่ 3 สูบ แต่กลับทำเวลาได้ใกล้เคียงกัน จึงขอสรุปดังนี้

อันดับ 1. Mitsubishi Attrage เทียบราคากับสมรรถนะที่ได้ถือว่าคุ้มค่า
อันดับ 2. Nissan Almera กว้างขวางสะดวกสบาย วัสดุภายในแอบหรูกว่าคู่แข่ง ยังน่าซื้อถึงแม้จะอืดที่สุด
อันดับ 3. Honda Brio Amaze คล่องตัวขับสนุกแล้วไง? ถ้าคุณมองรถประเภทนี้อยู่คุณควรเพิ่มงบไปซื้อ Honda City 1.5 ลิตรจะดีกว่า อีกอย่าง Brio Amaze จะดูขับสนุกเฉพาะเมื่อเทียบกับ eco car แต่ถ้าเทียบกับเซกเมนต์อื่นยังถือว่าจืดชืดน่าเบื่อหน่ายสุดๆ ทั้งรูปร่างอัปลักษณ์หน้าสั้นท้ายกุดนั่งอยู่ในรถแล้วรู้สึกเห่ยสิ้นดี

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

used car: Honda Civic FD 2010 vs Mitsubishi Lancer EX 2010

เห็นหัวข้อแล้วบางคนบอกว่ารถสมัยพระเจ้าเหาแล้วจะเขียนถึงอีกทำไม ที่ยังพูดถึงมันอยู่ก็เพราะว่าด้วยรูปร่างหน้าตาของรถ 2 รุ่นนี้ มันเหมาะที่จะเอาไปทำเป็นรถซิ่งหรือแต่งซิ่งเป็นอย่างยิ่ง

Honda Civic FD





Mitsubishi Lancer EX
Civic นั้นดูโฉบเฉี่ยวแต่เส้นสายยังแฝงไปด้วยความอ่อนช้อย ส่วน Lancer EX นั้นจะออกแนวดุ ดูห้าวและเป็นผู้ชายมากกว่า ด้วยหน้าตาที่ถอดแบบ EVO X มาอย่างกับแกะ

EVO X ซึ่งต่างกันตรงช่องดักลมด้านหน้า และฝากระโปรง
รถทั้ง 2 รุ่น เลิกทำตลาดไปแล้ว แต่ Lancer EX ยังมีขายในโชว์รูมอยู่แต่รถนั้นเลิกผลิตไปแล้ว แถมมีแนวโน้มว่าจะไม่มีเจเนอเรชั่นต่อไป ส่วน Civic FD นั้น ตกรุ่นไปถึง 2 รุ่น คือมี Honda Civic FB มาแทน แล้วก็มาถึง All New Civic โฉมปัจจุบัน

แล้ว 2 คันนี้ใครดีกว่า จะว่าไปรถมือสองที่ใช้แล้วมันขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน ความสมบูรณ์ของรถ และระยะไมล์ในการใช้งาน ถ้าจะให้กล่าวถึงตัวเลขสมรรถนะ แรงม้า แรงบิด ก็คงไม่มีความหมายเท่าใดนัก เอาเป็นว่าถ้าสภาพสมบูรณ์พอๆ กัน Civic FD จะได้เปรียบเรื่องอัตราเร่ง และอัตราการบริโภคน้ำมัน แต่เรื่องอัตราเร่งก็ไม่ได้ห่างกันชัดเจน ที่ชัดเจนจะเป็นอัตราการบริโภคน้ำมันมากกว่า แต่เรื่องช่วงล่างและพวงมาลัย ยังสู้ Lancer EX ไม่ได้ โค้งที่ Civic FD ต้องถอนคันเร่งก่อนเข้า Lancer EX สามารถยัดเข้าไปได้เลยในความเร็วที่สูงกว่า แต่เครื่องยนต์ของ Lancer EX รู้สึกบุคลิกจะไม่เข้ากับเกียร์ CVT เอาเสียเลยเวลาจะออกตัวต้องกดคันเร่งลึกๆ ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกว่ารถอืด จะมีเรี่ยวแรงไหลทะลักมาก็ช่วงผ่าน 2,000 รอบต่อนาที ไปแล้ว ซึ่งการกดคันเร่งลึกเวลาออกตัวก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการเปลืองน้ำมัน จริงๆ มันเหมาะกับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด มากกว่า หรือ เหมาะกับเกียร์ธรรมดาไปเลยด้วยซ้ำ เพราะ ดูแล้วภาพลักษณ์ของรถมันขายในตลาดระดับ Mass ไม่ได้ แต่เหมาะสำหรับกลุ่มนักซิ่งมากกว่า แต่ก็มีข้อดีอีกอย่างคือรถรองรับน้ำมัน E85 สุดท้ายก็เรื่องของศูนย์บริการ และอะไหล่ มันทำให้ Honda ได้เปรียบขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่ Mitsubishi ก็ไม่ได้น่ากังวลจนถึงต้องขนาดตัดออกไปจากตัวเลือก เพราะ อู่นอกที่มีความเชี่ยวชาญก็มีอยู่เยอะแยะ อะไหล่ก็ยังหาได้ไม่ถึงกับยาก ยังไงรถญี่ปุ่นมันก็หาอะไหล่ได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว สรุปแล้วสำหรับศักยภาพโดยรวม Civic FD น่าใช้กว่า แต่ Lancer EX ก็มีเอกลักษณ์สำหรับนักซิ่งมากกว่า โดยส่วนตัวถ้าเป็นผมจะเลือก Lancer EX แต่เอาแต่ตัวถังแล้วไปวางเครื่อง 4G แล้วใส่เกียร์กระปุก แต่ถ้าจะให้แนะนำให้ซื้อ Civic FD ไปดีกว่าน่าใช้กว่ากันเยอะถึงแม้ช่วงล่างจะอยู่แค่ระดับปานกลางก็เถอะแต่เอาไปใส่โช้คแต่งมันก็ดีขึ้นเอง

ฟันธง: Honda Civic FD เฉือนเอาชนะไป

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Mini MPV Review: Honda Freed vs. Chevrolet Spin vs. Suzuki Ertiga

เดี๋ยวนี้ถนนในเมืองไทยมีรถมากขึ้นการจราจรก็แออัดตามไปด้วย หลายคนจึงมองรถที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่สามารถรองรับผู้โดยสารได้หลายคน ซึ่งปัจจุบันตลาดรถเซกเมนต์ MPV ก็ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยโฟกัสกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัวขนาดกลาง ที่ต้องเดินทางคราวละ 4-7 คน รถ 7 ที่นั่งขนาดกะทัดรัด ในตลาดเมืองไทยที่น่าสนใจตอนนี้ก็คือ Honda Freed, Chevrolet Spin และ Suzuki Ertiga


Honda Freed
เป็นรถ MPV 5 ประตู 7 ที่นั่งเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว ความจุ 1,500 C.C. ให้แรงม้าสูงสุดที่ 118 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 144 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาทีขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ขนาดตัว ใหญ่กว่า Jazz เล็กน้อยแต่ที่นั่งมากกว่า และนั่งสบายกว่า ดีไซน์ภายในห้องโดยสารก็คล้ายกับรถเอนกประสงค์ทั่วไป มีประตูสไลด์เพื่อสะดวกในการเข้าออกรถยิ่งขึ้น สมรรถนะของรถนั้นจัดว่าอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ซึ่งรถประเภทนี้จะไม่เน้นขับสนุก แต่จะเน้นประโยชน์ใช้สอยเสียมากกว่า ลองนึกถึง Honda Jazz ดู Honda Freed ก็คือ Jazz ที่กำลังเครื่องยนต์น้อยกว่า แถมน้ำหนักรถก็มากกว่า สมรรถนะย่อมด้อยกว่า แต่ถ้าเทียบกับ 2 รุ่นที่เหลือ ( Chevrolet Spin, Suzuki Ertiga) สมรรถนะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี



Chevrolet Spin
รถ MPV คู่แข่งสายตรงของ Honda Freed มีเครื่องยนต์ 4 สูบ 1.5 ลิตร ที่ให้กำลัง 107 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 148 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบต่อนาที ส่งผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตัวรถตอบโจทย์ด้านออปชั่น และความสะดวกสบาย ไม่ดีเท่า Honda Freed แต่ถือว่าได้เปรียบในเรื่องช่วงล่างที่ซับแรงสั่นสะเทือนและเกาะถนนได้ดีกว่ารถในระดับเดียวกัน แต่สำหรับอัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันนั้นถือว่าไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่




Suzuki Ertiga
MPV อีกคันที่ใช้ เครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว แต่ความจุน้อยกว่าที่ 1.4 ลิตร ให้กำลัง 95 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 130 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที จัดว่าสมรรถนะการขับขี่ด้อยที่สุดในกลุ่มรถทั้ง 3 รุ่น แต่วัตถุประสงค์ของรถไม่ได้เน้นสมรรถนะอยู่แล้ว ขอดีของ Suzuki Ertiga ก็คือคุ้มค่าคุ้มราคา เพราะ Suzuki Ertiga มีราคาถูกนั้นเอง ซึ่งออปชั่นที่ได้ ก็ถือว่าสมราคา ถ้าหากต้องการรถ 7 ที่นั่งแต่มีงบไม่เกิน 7 แสน รถคันนี้แหละคือคำตอบ

สรุปแล้วจะเลือกรถคันไหนดี Honda Freed ถือว่าครบเครื่องที่สุด ศูนย์บริการและอะไหล่ก็มีอย่างแพร่หลาย แต่ราคาก็สูงที่สุดเช่นกัน, Chevrolet Spin ราคาถูกลงมาหน่อย ช่วงล่างแน่น ไม่แข็งไม่ย้วย ดีไซน์ที่บึกบึน ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น Crossover (Honda CRV) ที่มี 7 ที่นั่ง, Suzuki Ertiga ราคาถูกที่สุด คุณภาพก็สมราคา เป็นทางเลือกสำหรับคนงบน้อย

ฟันธง: เรียงลำดับความน่าใช้ 1.Honda Freed 2.Chevrolet Spin 3.Suzuki Ertiga หากมีงบพอ Honda Freed แจ๋วสุด


วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รวมพล CrossOver SUV: Honda CRV, Subaru XV, Mazda CX5

ทุกวันนี้รถอเนกประสงค์รูปแบบ Crossover นั้นเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สามารถใช้งานลุยๆ แบบรถกระบะ หรือใช้งานเพื่อความสะดวกสบายแบบรถเก๋งซีดานก็ได้ ทั้งนี้ยังเหมาะสำหรับเป็นรถครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันใน segment นี้มีรถเด่นๆอยู่ 3 รุ่น ได้แก่ Honda CRV เจ้าตลาด ซึ่งครองยอดขายเหนือคู่แข่งมาอย่างยาวนาน, Subaru XV ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร, Mazda CX5 รถใหม่สุดฮอต ครั้งนี้เพื่อให้การเปรียบเทียบมีความยุติธรรมจึงได้เอาราคาและขนาดเครื่อง ยนต์ที่ใกล้เคียงกันมาเป็นเกณฑ์ซึ่งทั้งหมดมีช่วงราคาระหว่าง 1.2-1.35 ล้านบาท และมีเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2,000 C.C. มาดูรายละเอียด เริ่มจาก

Honda CRV 2.0E 4WD
ใช้เครื่องยนต์ i-vtec 2.0 ลิตร ให้กำลัง 155 แรงม้า ที่ 6,500 rpm แรงบิด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 rpm ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ น้ำหนักตัวรถ 1,550 กิโลกรัม CRV โฉมใหม่ล่าสุดนี้เปลี่ยนแปลงลักษณะการขับขี่จากรุ่นเดิมที่มีลักษณะสมบุก สมบันมากกว่า Honda ได้ปรับให้รุ่นไหม่มีช่วงล่างที่นุ่มนวลนั่งสบาย เหมาะสำหรับเป็นรถครอบครัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าทาง Honda ตั้งใจจะให้เป็นรถครอบครัวใช้งานในเมืองแล้ว ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มีมาให้ดูเหมือนจะลดความสำคัญลงไป ทั้งยังเป็นภาระให้ตัวรถมีน้ำหนักมากถึง 1,550 กิโลกรัม ซึ่งหนักกว่า Subaru ถึง 120 กิโลกรัม และหนักกว่า Mazda เกือบ 100 กิโลกรัม โดยที่พละกำลังของเครื่องยนต์นั้นไม่ได้มากกว่าอย่างขาดลอย ยังดีที่เลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด แทนที่จะใช้เกียร์ CVT ทำให้การออกตัวไม่อืดอาดมากนัก การทำความเร็วอยู่ในระดับที่ดี แต่ในช่วงเกิน 120 กม./ชม. เริ่มออกอาการแผ่ว และในการเร่งแซงยังรู้สึกต้องเค้นกำลังอย่างหนัก อย่างตอนเร่งความเร็วจาก 80 ไปถึง 120 ต้องอาศัยเค้นรอบเครื่องให้แตะ 5,000 รอบ ระบบช่วงล่างถือว่าทำได้ดี ถึงแม้จะทำช่วงลางให้นุ่มแต่ก็ไม่ได้นุ่มจนยวบ การเข้าโค้งยังสามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้ดีอยู่ ไม่มีอาการโคลง จะมีแต่การเอียงตัวบ้างเล็กน้อยซึ่งก็ไม่ทำให้เป็นอุปสรรคในการควบคุมรถ พวงมาลัยมีน้ำหนักเหมาะมือมีความแม่นยำดีรถสามารถซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีบน พื้นผิวขรุขระ


มาต่อกันที่ Subaru XV 2.0i Premium
ใช้เครื่องยนต์ Boxster ลูกสูบนอน 2.0 ลิตร ให้กำลัง 150 แรงม้า ที่ 6,200 rpm แรงบิด 196 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 rpm ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT พร้อม paddle shift ที่พวงมาลัย ขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ full time น้ำหนักรถเปล่าอยู่ที่ 1,430 กิโลกรัม ดูสเป็คแล้วเหมือนจะให้แรงม้าที่ไม่มากนัก แต่ระบบเกียร์และระบบขับเคลื่อนทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว รถทำความเร็วได้ดีในลักษณะให้อัตราเร่งแบบไปเรื่อยๆ ไม่ฉีกกระชากมากเกินไป การออกตัวทำได้รวดเร็วและราบรื่น การควบคุมการทรงตัวทำได้ดีอย่างไร้ที่ติ เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์สูบนอนทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำกว่ารถ crossover รุ่นอื่น พวงมาลัยแม่นยำน้ำหนักกำลังดี สามารถเทโค้ง สาดโค้งได้อย่างมั่นใจ ให้อารมณ์แบบรถสปอร์ตจะมีที่ให้ติบ้างตรงที่ความกระด้างของช่วงล่าง และการใช้ระบบขับสี่อยู่ตลอดเวลามีส่วนทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน แต่น้ำหนักตัวรถเบากว่าคู่แข่งทั้ง CRV และ CX5 ก็อาจมีส่วนช่วยในเรื่องการประหยัดน้ำมันได้บ้าง (หากไม่รวมกับมวลน้ำหนักอย่างอื่นที่บรรทุกไปในรถ)
สุดท้ายมาที่รถที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุดอย่าง

Mazda CX5 2.0s ใช้เครื่องยนต์ Skyactive 2.0 ลิตร มี 165 แรงม้า ที่ 6,000 rpm แรงบิด 210 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 rpm ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า น้ำหนักรถ 1,459 กิโลกรัม CX5 นั้นมีเครื่องยนต์ที่ให้กำลังจัดจ้านเลยทีเดียว เรียกว่าแรงกว่า CRV และ XV อย่างเห็นได้ชัด และไม่มีระบบขับสี่มาเป็นตัวถ่วงทำให้มีความคล่องตัว และยังช่วยเซฟอัตราสิ้นเปลือง การออกตัวทำได้อย่างรวดเร็วดุดัน และสามารถทำความเร็วได้อย่างต่อเนื่องไม่มีอาการแผ่วให้เห็น การเร่งแซงเพียงแค่กดคันเร่งลงไป 30% ก็จะมีเรี่ยวแรงมาให้ใช้อย่างเหลือเฟือไม่ต้องพยายามเค้นมากนัก ช่วงล่างเกาะถนนได้ดี สามารถลัดเลาะผ่านโค้งเล็กโค้งน้อยไปอย่างคล่องแคล่ว พวงมาลัยมีน้ำหนักเบาช่วยให้การขับซิกแซกฝ่าการจราจรที่ติดขัดเป็นไปได้ อย่างรวดเร็วและคล่องตัว แต่ช่วงล่างที่เกาะถนนหนึบกับเครื่องยนต์ที่จัดจ้าน กลับถูกทำให้เสียอารมณ์กับน้ำหนักของพวงมาลัยที่รู้สึกว่าจะเบาเกินไปในการ ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ทั้งยังขาดความแม่นยำ ยังกับเป็นร่างทรงของ Mazda BT50 ยังไงยังงั้น อย่างไรก็ตามหากขับจนชินมือแล้วก็ไม่เป็นปัญหาอะไร สิ่งที่ประทับใจอย่างมากคือ รถคันนี้ประหยัดน้ำมันกว่า Honda CRV และ Subaru XV
มาถึงบทสรุป ถ้าหากจะเลือกซื้อต้องมาดูที่ราคาโดยที่
Honda CRV 2.0E มีราคา            1,274,000 บาท
Subaru XV 2.0i Premium ราคา  1,350,000 บาท
Mazda CX5 2.0s ราคา                1,300,000 บาท
หากดูที่ตัวรถ ถ้าต้องการรถครอบครัวอเนกประสงค์ใช้ชีวิตประจำวันในเมือง นั่งสบาย ก็เลือกไปที่ Honda CRV หากต้องการอารมณ์สปอร์ต เอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ก็ไปที่ Subaru XV หากต้องการอัตราเร่งจัดจ้าน อัตราบริโภคน้ำมันไม่สิ้นเปลือง ก็ไปที่ Mazda CX5
หากจะเลือก Honda ศูนย์บริการและอะไหล่ก็มีอย่างแพร่หลาย ทั้งยังราคาค่าตัวถูกกว่าทั้ง Subaru และ Mazda สิ่งที่ด้อยกว่าก็หาของแต่งมาเพิ่มประสิทธิภาพได้ไม่มีปัญหา หากเลือกไปที่ Subaru ก็ต้องทำใจเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ที่มีน้อย และการที่รถมีความแตกต่างจากชาวบ้านชาวช่องเขา อย่างการใช้เครื่องลูกสูบนอน ยังสร้างความยุ่งยากในการซ่อมแซมและบำรุงรักษา ทั้งเกียร์ CVT ก็ยังเปราะบาง ถ้ามีนิสัยชอบตะบี้ตะบัน เหยียบคันเร่ง คงต้องได้ซ่อมเกียร์บ่อยหน่อย แต่ Subaru เป็นรถที่ขับสนุกที่สุด หากหวังความมันส์ในการขับขี่แล้วซื้อไปไม่ผิดหวัง ส่วน Mazda มีศูนย์บริการมากอยู่พอสมควร อะไหล่ถึงไม่แพร่หลายก็ไม่ได้หายากอะไร สมรรถนะของรถจัดว่าดี ขับสนุก ถ้าต้องการเดินทางสายกลางระหว่างความมันส์ กับประโยชน์ใช้สอย คันนี้ก็ใช่เลย

อ่านต่อภาค2