แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแลรักษารถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแลรักษารถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การวิเคราะห์อาการเครื่องยนต์เบื้องต้น

ในการใช้งานรถยนต์หากสามารถวิเคราะห์อาการของเครื่องยนต์ได้ก็จะเป็นประโยชน์ในการใช้งานอย่างมาก บางท่านถึงขนาดศึกษาจนถึงขั้นเก่งกว่าช่างเลยก็มี แต่ที่จะมานำเสนอในครั้งนี้คงไม่ถึงระดับ Advance ขนาดนั้น โดยครั้งนี้จะเป็นการวิเคราะห์อาการอย่างคร่าวๆ เพื่อให้ตั้งสมมุติฐานได้ว่าชิ้นส่วนตัวไหนเสียแล้วจะได้ไปปรึกษาช่าง โดยแบ่งอาการเครื่องยนต์เป็นดังนี้

เครื่องยนต์สตาร์ทไม่ติด
มีระบบที่เกี่ยวข้องกับอาการนี้โดยหลักๆ ก็มีอยู่ 6 ระบบ ซึ่งสามารถส่งผลต่อการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ระบบเหล่านี้ คือ ระบบจ่ายไฟ ระบบเชื้อเพลิง ระบบจุดระเบิด ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ทเย็น และสุดท้ายระบบดูดอากาศเข้า
ระบบจ่ายไฟ
หากข้อบกพร่องเกิดขึ้นในระบบนี้ ให้สันนิษฐานไว้ว่า เกิดการผิดปกติของหน้าสัมผัสของสวิทช์จุดระเบิด ซึ่งหน้าสัมผัสกาจจะสกปรกหรือมีข้อบกพร่องอย่างอื่นด้วย อีกสาเหตุหนึ่งก็คือรีเลย์หลักอาจจะไม่ทำงาน
ระบบเชื้อเพลิง
ความผิดปกติของระบบเชื้อเพลิง อาจเกิดจาก ไส้กรองน้ำมัน หรือท่อยางเกิดการอุดตัน หากเสียที่ตรงนี้ที่เดียวเปลี่ยนก็ราคาไม่กี่บาท, เรกกูเรเตอร์ควบคุมแรงดันน้ำมันผิดปกติอาจจะแรงดันตก ทำให้ความดันน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำเกินไป, สุดท้ายก็อาจจะเกิดจาก ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ทำงาน หรือหัวฉีดไม่ฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง
ระบบจุดระเบิด
ความบกพร่องของระบบนี้อาจเกิดจาก จานจ่าย คอยล์จุดระเบิด หรือตัวช่วยจุดระเบิด ไม่จ่ายไฟแรงสูง และก็อาจจะเกิดจากหัวเทียนไม่จุดระเบิดหรือกัวเทียนบอดนั่นเอง
ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์
หากความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ อาจเกิดจาก จานจ่ายสัญญาณ G และ Ne ไม่ส่งสัญญาณไปยังกล่อง ECU หรือก็อาจจะเกิดจาก เซ็นเซอร์ความดันในท่อร่วมไอดี ที่เรียกกันว่าเซ็นเซอร์สุญญากาศ มีค่าความต้านทานหรือค่าแรงดันไฟฟ้าไม่ได้ตามที่กำหนดจนทำให้เกิดการขาดหรือลัดวงจร
ระบบสตาร์ทเย็น
สำหรับระบบนี้อาจเกิดจากหัวฉีดสตาร์ทเย็นไม่ฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง และสวิทช์หัวฉีดสตาร์ทเย็นไม่ทำงานตลอดเวลา
ระบบดูดอากาศเข้า
ให้เช็คดูว่าท่อนำอากาศรั่วหรือไม่ และก็อาจเกิดจากลิ้นอากาศไม่เปิดหรือเปิดแต่ไม่เต็มที่ได้เหมือนกัน

เครื่องยนต์สตาร์ทติดยาก
แบ่งเป็นสตาร์ทติดยากตอนเครื่องร้อน ตอนเครื่องเย็นเย็น และทั้งสองอย่าง
ตอนเครื่องร้อน
ให้เช็คระบบน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบดูดอากาศ และระบบสตาร์ทเย็น ว่าหัวฉีดรั่วหรือเปล่า เรกูเรเตอร์ความดันต่ำไปหรือเปล่า หัวฉีดสตาร์ทเย็นรั่วหรือเปล่า ลิ้นอากาศเปิดไม่เต็มที่หรือเปล่า
ตอนเครื่องเย็น
เช็คที่ระบบสตาร์ทเย็น หัวฉีดสตาร์ทเย็นอาจจะไม่ฉีดเชื้อเพลิงหรือสวิทช์ควบคุมหัวฉีดไม่ทำงาน เช็คระบบดูดอากาศเพราะลิ้นISC ลิ้นอากาศ อาจไม่เปิดหรือเปิดไม่เต็มที่ เช็คระบบควบคุมอิเล็ทรอนิกส์ว่าเซ็นเซอร์อุณหภูมิอากาศเข้ากับเซ็นเซอร์อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น มีความเสียหาย หรือลัดวงจรหรือเปล่า
ทั้งร้อนและเย็น
เช็คระบบน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบดูดอากาศ ระบบสตาร์ทเย็น ระบบจุดระเบิด
ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง อาจเกิดจากวงจร STA ของรีเลย์เปิดวงจรไม่ทำงาน กรองน้ำมันและท่อน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดการอุดตัน
ระบบดูดอากาศ อาจเกิดจากลิ้นอากาศไม่เปิดเต็มที่
ระบบสตาร์ทเย็น หัวฉีดสตาร์ทเย็นอาจรั่วหรือไม่ฉีดน้ำมัน สวิทช์ควบคุมหัวฉีดสตาร์ทเย็นอาจไม่ทำงาน
ระบบจุดระเบิด เช็คดูหัวเทียนเพราะหัวเทียนอาจมีเขม่าจับมาก

และนี่ก็เป็นอาการทั่วไปที่พบได้บ่อยๆ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงพอเป็นประโยชน์ได้บ้าง หากมีโอกาสครั้งหน้าอาจจะนำเสนออาการของเครื่องยนต์ที่ซับซ้อนขึ้นกว่านี้ สำหรับครั้งนี้ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน แล้วเจอกันครั้งหน้า สวัสดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การดูแลรักษารถยนต์อย่างง่ายๆ ด้วยตัวท่านเอง

ทุกวันนี้ต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นอาจจะสร้างปัญหาให้หลายๆ ครัวเรือนมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินขึ้น หลายครั้งที่ได้พบเจอชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่มีอันจะกินแล้ว ใจก็อยากจะช่วยแต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเพราะขนาดตัวเองก็ยังแทบจะเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน แต่สำหรับคนที่พอมีจะกินอยู่บ้าง มีรถยนต์ใช้ และต้องใช้รถคันนั้นไปนานๆ ผมมีวิธีดูแลรักษารถยนต์ให้ใช้ไปนานๆ มาแนะนำ เพราะว่าในตอนนี้ไม่รู้จะรีวิวรถอะไรดี ตอนแรกกะจะรีวิว Isuzu D-Max แต่มันก็เลยจุดที่จะนำมารีวิวได้แล้ว เพราะรถรุ่นนี้คนส่วนใหญ่ก็รู้ไส้รู้พุงมันดีอยู่แล้ว จะแนะนำการใช้งานและการบำรุงรักษา Isuzu D-Max แต่พอหาข้อมูลใน Google แล้วเจอแต่คอมเม้นกากๆ เกรียนๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ หาสาระที่จะมานำเสนอไม่ได้เลย จะรีวิวรถหรู รถแรงก็รู้สึกว่าบ่อยเกินจนผมรู้สึกเอียนแล้วและคนอ่านก็อาจจะรู้สึกแบบนั้นเช่นเดียวกัน เพราะอย่างนั้นวันนี้จึงเอาเกร็ดสาระน่ารู้ในการบำรุงรักษารถยนต์แบบภาพรวมไม่เจาะจงยี่ห้อหรือรุ่นมาฝากจะดีกว่า

เอาล่ะเริ่มที่อย่างแรกที่ต้องดูแลรักษาเลยก็คือส่วนที่ส่งผลต่อการทรงตัวของรถมากที่สุดเลย ก็คือยาง ควรหมั่นตรวจเช็คลมยางอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากล้อข้างใดข้างหนึ่งลมยางไม่สมดุลกับล้ออื่นล่ะก็ จะส่งผลให้รถส่าย เอียง แถไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือมีอาการเบรคปัดได้ ถ้าพบว่าแรงดันลมยางไม่เท่ากันก็เติมลมซะให้เรียบร้อยตามค่าที่ระบุในคู่มือ เพื่อรักษาสภาพยางไม่ให้เสื่อมเร็วด้วย

ตรวจดูหม้อน้ำหากพบว่าปริมาณน้ำแห้งแล้วก็ควรเติมด้วยน้ำสะอาดให้เต็ม แต่สำหรับรถบางรุ่นที่มีหม้อพักและมีท่อเชื่อมต่อกับหม้อน้ำก็ไม่จำเป็นต้องไปเปิดหม้อน้ำครับ เปิดดูหม้อพักนั่นแหละถ้าน้ำแห้งก็เติมน้ำสะอาดให้น้ำอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า Min และไม่เกินระดับ Max ซึ่งรถที่ผมใช้มีบอกอยู่ แต่ถ้ารถบางรุ่นไม่มีบอก ก็เติมประมาณ 3 ใน 4 ส่วนของหม้อพักนั่นเอง การดูน้ำในหม้อน้ำนี่แหละเป็นเรื่องเล็กๆ ที่สำคัญมาก เพราะมันจะส่งผลต่อระบบระบายความร้อน ไปจนถึงอายุการใช้งานของเครื่องยนต์นั่นเลยทีเดียว บางคนมาตายน้ำตื้นเพราะหม้อน้ำแห้งจนทำให้เครื่องน็อกก็มีให้เห็นกันอยู่ประจำ

ตรวจดูรอยรั่วต่างๆ ของน้ำและน้ำมัน วิธีง่ายๆ ก็ก้มดูใต้ท้องรถนั่นแหละ หากพบว่าผิดปกติควรปรึกษาช่าง อย่าละเลยจนมันพังขึ้นมา อาจจะทำให้เสียเงินและเสียเวลามากกว่าเดิม

ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่อง ด้วยการดึงสายวัดออกแล้วเช็ดให้สะอาดจากนั้นเสียบกลับเข้าไปใหม่ แล้วดึงออกมาดูในแนวดิ่ง คราบน้ำมันที่ติดสายวัดจะเป็นตัวบอกระดับน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันเครื่องควรอยู่ระหว่างตัวอักษร L (Low) และ F (Full) เมื่อพบว่าน้ำมันเครื่องต่ำกว่าระดับ L ก็เติมซะ แต่ไม่ควรให้เกินระดับ F เพราะจะทำให้ควันจากน้ำมันเครื่องไหลเข้าสู่ห้องเผาไหม้ และจะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์

อีกอย่างก็คือ ตรวจดูน้ำมันเบรก หากพบว่าพร่องไปก็เติมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเวลาเติมก็ระวังอย่าให้หกใส่ตัวถัง เพราะมันจะทำให้เกิดความเสียหายกับสีรถได้ แต่ถ้าทำมันหกไปแล้วอย่าเช็ดเด็ดขาด เพราะ มันจะเป็นแผลยาวขึ้นตามที่คุณเช็ดโดนนั่นแหละ ควรล้างให้น้ำมันเจือจางด้วยน้ำสะอาด

นี่แหละครับไม่ใช่เรื่องยากหรือสลับซับซ้อน ไม่ต้องใช้ความรู้ทางวิศวะกรรมอันก้าวหน้าอะไรเลย เด็กมัธยมก็ทำได้ เสียสละเวลาเพียงน้อยนิดก็อาจจะช่วยประหยัดเงินได้บ้าง ไม่ต้องไปเสียเงินกับการต้องไปซ่อมรถบ่อยๆ เพราะขาดการดูและรักษา และหลายๆ อย่างมันก็ส่งผลไปถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของตัวคุณเองและเพื่อนร่วมทางด้วย

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การตรวจเช็คสภาพรถ และการขับรถในช่วงฝนตก


หลายคนคงรู้สึกรำคาญที่ตื่นเช้าจะออกไปทำงานก็ดันมาเจอฝนตก ยิ่งมาเจอรถติดอีกก็ยิ่งรู้สึกเพลียใจเป็นอย่างยิ่ง แทนที่จะเดินทางไปทำงาน หรือไปเรียนหนังสือด้วยความแจ่มใสรับอรุณ กลับต้องมาหงุดหงิดเพราะฝนเป็นอุปสรรคทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความล่าช้าทุลักทุเล หรือถ้าถึงขั้นร้ายแรงก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ทุกคนจึงควรหมั่นเตรียมความพร้อมทั้งรถ ทั้งคน ในยามจำเป็นที่จะต้องเดินทางในยามฝนตก เริ่มต้นจากการตรวจเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางว่าพร้อมใช้งานหรือเปล่า อย่างแรกที่เกี่ยวข้องกับความเป็นตายโดยตรงเลยคือยางรถยนต์ ควรดูความลึกของร่องดอกยางว่าร่องมีความลึกไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตรเป็นอย่างต่ำ สภาพยางไม่ควรมีเนื้อแข็ง หรือกรอบ แตกลายงา เติมลมยางแข็งกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อช่วยในการรีดน้ำ ตรวจสอบระบบเบรกว่าหยุดได้ในระยะเท่าไหร่ เบรกแล้วมีอาการเป๋รึเปล่า ตรวจสอบใบปัดน้ำฝนน้ำฉีดกระจกรถว่าทำงานปกติดีหรือเปล่า ตรวจเช็คระบบไฟสัญญาณต่างๆ ทั้งไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟฉุกเฉิน ไฟสูงไฟต่ำ ว่าทำงานปกติ หากสิ่งเหล่านี้เป็นปกติก็อุ่นใจไปอีกขั้น
การขับรถให้ปลอดภัยในช่วงฝนตก
เมื่อตรวจสอบสภาพรถพร้อมแล้ว คนขับก็ต้องมีความพร้อมในการขับด้วย โดยมีข้อปฏิบัติง่ายๆ คือ
1. ไม่ขับเร็ว เป็นข้อปฏิบัติง่ายๆ ที่ควรรู้ได้โดยสามัญสำนึกอยู่แล้ว แต่การไม่ขับเร็วนั้นก็ไม่ควรขับช้าจนเกินไปเพราะจะทำให้คันที่ตามมาเข้าใจผิดว่ารถจะจอดข้างทาง ทำให้เกิดการหักหลบซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
2.เปิดไฟหน้า หรือไฟตัดหมอก เพื่อให้รถคันอื่นมองเห็น เวลาฝนตกหนัก
3.ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินในยามขับรถปกติ เพราะจะทำให้รถที่ตามมาเข้าใจผิดคิดว่ารถจอดเสียอยู่ อาจทำให้กะระยะผิดพลาดได้
4.ควรเปิดใบปัดน้ำฝน และฉีดน้ำเพื่อล้างน้ำฝนออก เพราะน้ำฝนอาจมีสิ่งสกปรกติดมาด้วยทำให้รบกวนทัศนะวิสัยในการมองเห็น
5.ขับรถเว้นระยะห่างมากกว่าตอนสภาพอากาศปกติพอสมควร จำระยะเบรกของรถเราให้ดีแล้วเผื่อระยะไว้สัก 15-20 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการเบรกที่รุนแรง ซึ่งจะทำให้รถเสียการทรงตัว หรือปัดได้
6.หลีกเลี่ยงการขับผ่านแอ่งน้ำที่มีนำ้ขังมากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าใต้แอ่งน้ำนั้นมีหลุมหรือเปล่า
7.ไม่ใช้ Engine Break (การหน่วงรถด้วยเครื่องยนต์โดยการเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ) มากจนเกินความจำเป็น เพราะหากการหน่วงมากเกินไปจะทำให้รถเสียการทรงตัว แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้ทำอย่างนิ่มนวล โดยค่อยๆ ลดความเร็วลง และเปลี่ยนเกียร์ให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องสำหรับเกียร์ธรรมดา สำหรับเกียร์ออโต้ให้ลดความเร็วให้รอบเครื่องต่ำกว่า 2,000 รอบต่อนาที (อาจไม่เหมือนกันแล้วแต่รุ่นของรถ) แล้วเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง D ไป L
8.ถ้าฝนตกหนักมากควรจอดรถแล้วเปิดไฟฉุกเฉินรอให้ฝนเบาบางลงหรือหยุดตกค่อยเดินทางต่อ
9.หากใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ พาร์ทไทม์ ให้เปลี่ยนตำแหน่งระบบขับเคลื่อนไปที่ 4H ใช้ในการขับรถบนซุปเปอร์ไฮเวย์ที่เปียกชื้น หรือถนนลูกรังที่มีความเรียบ และสามารถใช้ความเร็วได้ ขณะที่ฝนตกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจะช่วยให้รถเกาะถนนมากขึ้น
จะเห็นว่าการขับรถบนถนนเปียกนั้นจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น พิษสงของถนนเปียกนั้นทำให้นักขับมือเซียนทำพลาดมาแล้วหลายราย แต่หากขับด้วยความไม่ประมาท ก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมาก

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธีไล่แมวไม่ให้มานอนบนรถ

หลายๆ ท่านอาจจะเคยมีปัญหาระหว่างสัตว์เลี้ยงกับรถของท่านดังเช่นผู้เขียนเคยประสบพบเจอมา เนื่องจากหลายๆ ครั้งที่ผู้เขียนล้างรถอย่างสะอาดสะอ้าน พอตื่นเช้ามาทีไรกลับพบว่ามีรอยเท้าแมวเลอะเทอะเต็มรถ ทั้งมาเป็นกลุ่ม มาเดี่ยวๆ แมวคนอื่นบ้าง แมวตัวเองบ้าง หรือหนักๆ ก็ถึงขั้นถ่ายมูลเป็นของขวัญให้ดูต่างหน้า ครั้นจะเอาปืนอัดลมไล่ยิงก็กลัวมีปัญหากับเจ้าของ ถ้าเป็นแมวตัวเองก็สงสารทำไม่ลง วันนี้ จะเสนอวิธีไล่แมวโดยที่ท่านไม่ต้องลงมือกับเจ้าเหมียวสุดแสบเหล่านี้ วิธีก็คือใช้เกล็ดการบูรโรยบริเวณที่แมวชอบมาอึ หรือบริเวณที่ไม่ต้องการให้แมวเข้า เช่น ทางเข้าโรงรถ รอบๆโรงรถ หรือรอบๆ บริเวณที่รถจอดอยู่ กลิ่นของการบูรที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงจะส่งผลทำให้ประสาทการรับกลิ่นของแมวสับสน ทำให้เจ้าเหมียวรู้สึกไม่อยากเข้าไปในบริเวณนั้นอีก เกล็ดการบูรนั้นไม่เป็นอันตราย สามารถใช้โรยได้ตามพื้นคอนกรีต โรยบนกรวด สนามหญ้า หรือแม้กระทั่งแปลงผักก็ยังได้อีกด้วย ท่านอาจจะโรยเกล็ดการบูรทุกๆ 2 ถึง 3 วัน หรือเมื่อกลิ่นการบูรจางลง หรือถ้าอยากใช้วิธีอย่างมืออาชีพ ท่านก็สามารถหาซื้อสินค้าที่เรียกว่า สเปรย์สร้างวินัยให้สัตว์เลี้ยง โดยผลิตภัณฑ์นี้มีจำหน่ายตามเพ็ตช็อบ และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป สเปรย์นี้จะช่วยป้องกันไม่ให้แมว หรือสุนัข มาถ่ายบริเวณที่ท่านฉีดสเปรย์ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้สุนัขและแมวมากัดแทะรองเท้า เฟอร์นิเจอร์ อีกด้วย แต่สิ่งที่ควรระวังคือไม่ควรฉีดสเปรย์ใส่สุนัขและแมวหรือสิ่งของโดยตรง ควรฉีดบริเวณรอบๆ เท่านั้น เจ้าสัตว์เลี้ยงแสนซนเหล่านั้นจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา และจะหลีกเลี่ยงจากบริเวณที่มีกลิ่นดังกล่าวจนกว่ากลิ่นจะจางไป