แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Benz แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Benz แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Mercedes-Benz C-Class ซีดานหรูที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน

ที่เห็นในภาพคือ C250 AMG Dynamic

      ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถหรูอันดับต้นๆที่คนไทยจะต้องนึกถึงคือยี่ห้อ Mercedes-Benz กลุ่มคนที่เล่นรถยุโรปในเมืองไทยหลายคนเริ่มต้นที่ Mercedes-Benz โดยมี BMW เป็นคู่แข่งตัวฉกาจ และ Mercedes-Benz ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในตลาดคงหนีไม่พ้น Mercedes-Benz C-Class โดย Mercedes-Benz C-Class เริ่มทำตลาดมาตั้งแต่ปี 1992 จนมาถึงปัจจุบันก็ยาวนานถึง 22 ปี โดย C-Class ผลิตออกมาทั้งหมดรวมรุ่นปัจจุบัน ปี 2014 เท่ากับ 5 รุ่นด้วยกัน Mercedes-Benz C-Class รหัสตัวถัง W205 มีความแตกต่างจากรุ่นก่อนคือตัวถังใหญ่ขึ้น และน้ำหนักเบาลง ซึ่งมิติตัวถังรถยาว 4,686 มิลลิลิเมตร กว้าง 1,810 มิลลิเมตร โดยตัวถังรถยาวกว่าเดิม 95 มิลลิเมตร กว้างขึ้นกว่าเดิม 40 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาว 2,840 มิลลิเมตร ยาวขึ้นกว่าเดิม 80 มิลลิเมตร ทั้งยังน้ำหนักเบาลงถึง 100 กิโลกรัม โดยในไทยมีให้เลือกอยู่ 2 รุ่นย่อย คือ C250 AMG Dynamic และ C180 Exclusive

C180 Exclusive
     โดยรุ่น C250 AMG Dynamic ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร มีแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-4,000 รอบต่อนาที ส่งตัวรถจากจุดหยุดนิ่งไปถึงความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลา 6.6 วินาที มีความเร็มสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับนักโมดิฟายมือฉมังสามารถปลดล็อกความเร็วมากกว่านี้ได้ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 17.05 กิโลเมตรต่อลิตร ความจุถังน้ำมัน 66 ลิตร นั่นหมายความว่าถ้าเติมน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ 1,125.3 กิโลเมตร อัตราการปล่อย Co2 โดยเฉลี่ย 135 กรัมต่อกิโลเมตร
     ส่วนรุ่น C180 Exclusive ใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร มีแรงม้าสูงสุด 156 แรงม้าที่ 5,300 รอบต่อนาที แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-4,000 รอบต่อนาที มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 8.5 วินาที มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 223 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 17.85 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยมลพิษโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 130.5 กรัมต่อกิโลเมตร ความจุถังน้ำมันเท่ากับรุ่น C250 AMG Dynamic ที่ 66 ลิตร ซึ่งก็เท่ากับว่าเติมน้ำมันเต็มถังสามารถขับได้ไกลถึง 1,178.1 กิโลเมตร โดยรุ่น C250 AMG Dynamic ตั้งราคาไว้ที่ 3,190,000 บาท และ C180 Exclusive ตั้งราคาไว้ที่ 2,790,000 บาท

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เทียบสมรรถนะ BMW Z4 23i VS. Mercedes Benz SLK 200

ถ้าจะกล่าวถึงรถสปอร์ตขนาดเล็กไว้ขับโชว์มาดเท่ห์ๆ ที่มีราคาไม่สูงเกินเอื้อมนักหลายคนคงจะนึกถึงเจ้า BMW Z4 กับ Mercedes Benz SLK ซึ่งทั้ง 2 คัน ต่างก็เป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย และด้วยราคาที่ขายตามเต้นท์รถมือสองเพียงแค่ 2 ล้านกลางๆ ก็อาจทำให้ใครหลายๆคนเกิดกิเลสได้ ในวันนี้เราจะมาดูว่าเจ้ารถสองคันนี้มีอะไรที่เหมือนหรือต่างกัน และคันไหนจะมีความน่าสนใจที่จะจับจองเป็นเจ้าของมากกว่ากัน

เริ่มกันที่ข้อมูลทางเทคนิค        
        BMW Z4 23i เป็นรถเครื่องยนต์แถวเรียง 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว ความจุ 2,494 c.c. แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 2,750 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ สเต็ปทรอนิค 6 สปีด ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบ อิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท ด้านหลัง มัลติลิงค์
        ทางด้าน Mercedes Benz SLK  200 มีเครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว มีระบบช่วยอัดอากาศด้วยซูเปอร์ขาร์จเจอร์ ความจุ 1,796 c.c. ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร มาที่ระหว่าง 2,800-5,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด one touch shift ถ่ายกำลังลงสู่ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบอิสระมัลติลิงค์
        เปรียบเทียบสมรรถนะของเครื่องยนต์แล้วทั้ง 2 คันให้กำลังที่แตกต่างกันพอสมควร ด้วย Z4 ถือความได้เปรียบที่มีเครื่องใหญ่และมีลูกสูบให้ใช้งานถึง 6 สูบ จึงได้เปรียบในการทำความเร็วตีนปลาย แต่ลักษณะของการทำความเร็วจะมาแบบเรื่อยๆ ไม่ถึงขนาดรู้สึกถึงแรงดึงได้อย่างชัดเจน ต่างจาก SLK ที่มีซูเปอร์ชาร์จเป็นเครื่องช่วยอัดอากาศ หากลากตั้งแต่ 2,500 รอบขึ้นไปจะทำให้รู้สึกถึงแรงฉุดมากกว่า ในเรื่องของอัตราสิ้นเปลือง SLK จะได้เปรียบเนื่องจากเครื่องยนต์เล็กกว่าย่อมบริโภคน้ำมันน้อยกว่าเป็น ธรรมดา
        ส่วนเรื่องระบบขับเคลื่อนและช่วงล่างทั้งคู่ใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ซึ่งสูตรเครื่องวางหน้าขับเคลื่อนล้อหลังในรถสปอร์ตก็นิยมทำกันอย่างแพร่ หลายทั้งในรถญี่ปุ่นและยุโรป เนื่องจากช่วยในเรื่องของความทนทานและอายุการใช้งาน เพราะการลดภาระของล้อหน้าลงไป และยังช่วยไม่ให้เกิดอาการอันเดอร์สเตียร์มากเกินไปจากการสาดโค้งที่ทำให้ เกิดการเทน้ำหนักไปทางด้านหน้า ด้านระบบกันสะเทือนนั้นเนื่องจากทั้ง 2 คัน เป็นรถสปอร์ตก็คงจะหวังให้ขับนิ่มเหมือนรถเก๋งซีดานก็คงจะไม่ใช่ อาการช่วงล่างของรถสปอร์ตย่อมรู้สึกกระด้างเป็นธรรมดา เนื่องจากช่วงล่างมีค่าความหนืดของช็อคแอบซอร์บเบอร์มากกว่ารถทั่วไป และยังเซ็ตค่า K หรือค่าความแข็งของคอยล์สปริงให้มากอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยในการทรงตัวและความรวดเร็วแม่นยำในการควบคุม ใน Z4 ด้านหน้าเป็นระบบกันสะเทือนแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทซึ่งประกอบด้วยปีกนก ด้านล่าง 1 แกน และชุดสตรัทด้านบนเชื่อมต่อกับ โช้คอัพ และคอยล์สปริง ส่วน SLK เป็นแบบมัลติลิงค์ทั้งหน้าหลัง ซึ่งประกอบด้วยปีกนกบนล่างและบู๊ชเพื่อเหนี่ยวรั้งหรือค้ำยัน และยังมีชิ้นส่วนเชื่อมโยงระหว่างดุมล้อกับตัวถังอีกหลายชิ้น เปรียบเทียบทั้งสองระบบ SLK ได้เปรียบกว่าในเรื่องของความนุ่มนวล แต่ Z4 ได้เปรียบเวลาถอดซ่อมเพราะชิ้นส่วนน้อยกว่า
        จะเห็นได้ว่าเรื่องสมรรถนะการขับขี่นั้นทั้ง 2 คันไม่ได้แตกต่างกันมากนักด้านความเร็วก็ใกล้เคียงกัน ด้านการทรงตัวและแฮนดลิ่งก็ให้อารมณ์คล้ายๆกัน เพียงแต่ Z4 ได้เปรียบที่เครื่องใหญ่ และการไร้ระบบช่วยอัดอากาศก็มีผลให้เครื่องยนต์สึกหรอน้อยกว่า SLK ก็ตอกกลับด้วยอัตราการบริโภคน้ำมันในเมืองที่ต่ำกว่าและให้ความรู้สึกกระฉับ กระเฉงเวลาออกตัว ส่วนค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษานั้นย่อมสูงกว่ารถปกติทั้งคู่ ส่วนเลือกคันไหนจะดีกว่านั้นก็คงแล้วแต่ว่าเป็นสาวกฝั่งไหนแล้วล่ะครับ