วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

Mercedes-Benz SL-Class ราคาและสเป็คในไทย

Mercedes-Benz SL-Class

SLK 2013 เหมือนกันมากต่างกันแค่ครีบระบายลมด้านข้างใกล้ๆประตู

Mercedes-Benz SL-Class รถยนต์ Roadster เปิดประทุนรุ่นใหญ่ของค่ายดาวสามแฉกทำตลาดในไทยเราตั้งแต่ปี 2012 แล้ว ถึงแม้จะขายดีไม่เท่า SLK เพราะราคาแพงกว่ากันเยอะแถมรูปร่างหน้าตาดันไปคล้ายๆ กันอีก คนทั่วไปก็คิดว่าซื้อ SLK ก็พอไหนๆหน้าตามันก็คล้ายกัน หากไม่สังเกตหรือแยกแยะดีๆ ก็ไม่รู้หรอก ซึ่งถ้าคุณขับรถอยู่แล้วเห็นมันสวนมาก็ดูไม่ออก แต่ถ้าแซงขึ้นไปแล้วเห็นตัวอักษรระบุรุ่นของรถที่ด้านหลังถึงจะรู้ว่าเป็น SL หรือ SLK ซึ่งบางคนอุตริไปแกะออกเปลี่ยนเป็น SL ซะด้วยน่าภูมิใจจริงๆ เอาล่ะเลิกสนใจความเหมือนทางด้านรูปลักษณ์แล้วมาดูสมรรถนะกันดีกว่า

Mercedes-Benz SL Generation ที่ 6 รหัสตัวถัง R231 มีรุ่นหลักๆ ที่ขายในไทยอยู่ 2 รุ่นคือ SL350 BlueEfficiency และ SL500 BlueEfficiency

โดย SL350 BlueEfficiency ใช้เครื่องยนต์รหัส M276 DE35 เป็นเครื่องยนต์ V6 สูบ 3.5 ลิตรทวินเทอร์โบ ให้แรงม้า 306 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 370 นิวตัน-เมตร ที่ 3,500-5,250 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 ทำได้ใน 5.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถคันนี้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.3-14.7 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย CO2 226 กรัมต่อกิโลเมตร มีค่า Cd หรือสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ 0.3 น้ำหนัก 1,685 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 65 ลิตร ราคาของรุ่นนี้อยู่ที่ 10,990,000 บาท

SL500 BlueEfficiency ใช้เครื่องยนต์รหัส M278 DE46AL เป็นเครื่อง V8 สูบ 4.7 ลิตร ทวินเทอร์โบ มีแรงม้าสูงสุด 435 แรงม้าที่ 5,250 รอบต่อนาที แรงบิด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-3,500 รอบต่อนาที สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 10.9-11.0 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 212-214 กรัมต่อกิโลเมตร ค่าCdอยู่ที่ 0.29 น้ำหนักรถอยู่ที่ 1,785 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 65 ลิตร ราคารถรุ่นนี้ตั้งไว้ที่ 14,490,000 บาท แพงกว่า Jaguar F-Type V8 R Coupe (11,250,000 บาท) ที่สมรรถนะอัตราเร่งและความเร็วสูงสุดดีกว่าเพียงแต่หลังคาเปิดไม่ได้แค่นั้นเอง

ดูแล้วเวอร์ชั่นไทยไม่ค่อยแรงสะใจซักเท่าไหร่เลยแต่ถ้ามาดูรุ่นท็อปล่ะก็คนละเรื่องกันเลย แต่ไม่รู้จะเข้าไทยรึเปล่าถ้าเข้าราคาจะโหดขนาดไหน ได้ข่าวแว่วๆมาว่า SL รุ่น 45th Anniversary จะเข้าไทยเดือนกันยายนนี้ แต่จนป่านนี้ยังเงียบกริ๊บ แต่ขอยั่วน้ำลายด้วยตัวเลขสมรรถนะตัวท็อปนี้หน่อย

Mercedes-Benz SL65 AMG ใช้เครื่องยนต์รหัส M279 E60 AL เป็นเครื่องยนต์ V12 สูบ 36 วาล์ว (3วาล์วต่อสูบ) 6.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ให้แรงม้าสูงสุด 630 แรงม้าที่ 4,800 รอบต่อนาที แรงบิด 1,000 นิวตัน-เมตร ที่ 2,300-4,300 รอบต่อนาที เร่งจาก 0-100 ได้ใน 4.0 วินาที ความเร็วสูงสุดก็ยังจะจำกัดไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อะไรกันนักกันหนา แต่มีระบุเมื่อปลดล็อคจำกัดความเร็วแล้วจะมีความเร็วสูงสุดถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 8.62 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 270 กรัมต่อกิโลเมตร น้ำหนักรถเปล่า 1,950 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 75 ลิตร ถือว่าเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงที่สุดของ SL-Class รหัสตัวถัง R231 ซึ่งบอกได้เลยว่ามีบางคนอุตริเอาตัวอักษรโลโก้ SL65 AMG ไปแปะแทน SLK อยู่อีกเหมือนกัน แต่ก็ไม่ว่ากันเพราะอย่างน้อยมี SLK ขับนี่ก็เท่ห์แล้วล่ะ

บั้นท้าย SL65 AMG อันนี้ตัวจริงไม่ได้แปะตราเอาเอง

Honda Mobilio มาแล้ว พร้อมราคากับสเป็ค

Honda Mobilio
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Honda ก็ได้เปิดตัวรถเอนกประสงค์อีกคันหนึ่งของค่ายอย่างเป็นทางการไปแล้วกับรถที่มีชื่อรุ่นว่า Honda Mobilio โดยวางตำแหน่งทางการตลาดไว้ต่ำกว่า Honda Freed ที่มีค่าตัวสูงถึง 834,000-959,000 บาท โดย Honda Mobilio น่าจะเหมาะเป็นคู่แข่งทางด้านราคากับ Chevrolet Spin (762,000 บาท) และ Suzuki Ertiga (554,000-689,000 บาท) มากกว่า คงกะจะออกมาเพื่อฆ่ารถใน Segment นี้โดยเฉพาะ เพราะดูสเป็คและราคาแล้วต้องบอกว่าคุ้มสุดคุ้ม กับราคารถเอนกประสงค์ที่เริ่มต้นที่ 597,000 บาท และจบที่ 739,000 บาท โดย Honda Mobilio แบ่งเป็น 4 รุ่นย่อยดังนี้

Honda Mobilio S MT รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว อัตราส่วนกำลังอัด 10.3:1 ให้แรงม้าสูงสุดที่ 120 แรงม้าที่ 6,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 145 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที น้ำหนักรถ 1,173 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 42 ลิตร มิติตัวถัง กว้าง 1,683 มิลลิเมตร ยาว 4,386 มิลลิเมตร สูง 1,603 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,652 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 189 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร พวงมาลัยหมุนสุด 3.42 รอบ ออปชั่นสำคัญที่ขาดจากรุ่นอื่น คือ ไม่มีไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไม่มีระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ไม่มีกุญแจรีโหมด ไม่มีเบาะนั่งแบบพับ 2 จังหวะตรงแถวที่ 3 และไม่มีกล้องมองหลังเวลาถอยจอด มีลำโพงแค่ 2 ตัว, ไม่มีสัญญาณกันขโมย ไม่มีระบบล็อคประตูอัตโนมัติ โดยรุ่นนี้มีราคาอยู่ที่ 597,000 บาท

Honda Mobilio S AT สเป็คและออปชั่นเหมือนรุ่น S MT ทุกอย่างเว้นแต่ใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT และมีกุญแจรีโหมด น้ำหนักรถเพิ่มขึ้นเป็น 1,198 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 642,000 บาท แพงกว่ารุ่นเกียร์ธรรมดา 45,000 บาท เป็นค่าเกียร์ CVT และกุญแจรีโหมด ก็คิดดูเอาเองว่าคุ้มรึเปล่าหากคุ้มก็จัดเลย

Honda Mobilio V AT สเป็คทางเทคนิคก็ยังเหมือนกับรุ่นมาตรฐานทุกประการ ใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT และน้ำหนักมากขึ้นจากรุ่น S AT เป็น 1,218 กิโลกรัม หนักขึ้น 20 กิโลกรัม เพราะ ออปชั่นที่มากกว่าแต่หลักๆที่หนักขึ้นน่าจะมาจากเบาะที่นั่งพับได้แถว 3 ที่เพิ่มขึ้นมา มีลำโพง 4 ตัว มีสัญญาณกันขโมย มีเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 3 และมีระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง มีไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง มีล้ออัลลอย 15 นิ้ว ต่างจากรุ่น S AT และ MT ที่เป็นฝาครอบ 15 นิ้ว แต่ก็ยังไม่มีกล้องส่องภาพด้านหลังอีกอยู่ดี รุ่นนี้มีราคาอยู่ที่ 682,000 บาท ก็ลองเทียบกับรุ่น S ดูว่าหนักขึ้น 20 กิโลกรัม กับราคาเพิ่มขึ้น 40,000 บาท แลกกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้นมาแล้วคุ้มรึเปล่า ส่วนตัวก็คิดว่าคุ้มถ้ามีที่นั่งแบบพับได้แถว 3 และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เพราะ มันสำคัญมากๆ คิดดูเวลาเดินทางไกลอากาศร้อนๆ คนนั่งอยู่ในรถหลายๆคน แล้วไม่มีแอร์ด้านหลังอีกนี่นรกชัดๆ

Honda Mobilio RS AT ก็ยังเป็นรุ่นเกียร์ CVT ที่สเป็คทางเทคนิคเหมือนเดิมแต่มิติตัวถังจะยาวขึ้นจากรุ่นปกติอีก 12 มิลลิเมตร เป็น 4,398 มิลลิเมตร และหนักขึ้นเป็น 1,223 กิโลกรัม หนักขึ้นจากรุ่น V AT อีก 5 กิโลกรัม และจัดเต็มออปชั่นมาทั้ง กล้องมองหลัง ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสพร้อมปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย, มี Bluetooth รองรับการเชื่อมต่อกับ Smart Phone (ได้บางรุ่นไม่ได้รองรับทุกรุ่น), มีระบบล็อคประตูอัตโนมัติ กระจกมองข้างสามารถพับเก็บด้วยไฟฟ้า มีทั้งไฟตัดหมอก สปอยเลอร์หลังแบบสปอร์ต กันชนหน้าและหลังแบบสปอร์ต สเกิร์ตข้าง ปลอกท่อไอเสียสแตนเลส ใช้ล้ออัลลอย 15 นิ้ว แบบเฉพาะรุ่นท็อป RS และรุ่นท็อปรุ่นนี้มีราคาอยู่ที่ 739,000 บาท แพงกว่ารุ่น V AT 57,000 บาท ความเห็นส่วนตัวอยากให้เงิน 57,000 บาทนี้ไปอัพเกรดสมรรถนะเครื่องยนต์มากกว่าเพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งเล็กๆน้อยๆพวกนี้ (กล้องมองหลังซื้อติดเองไม่กี่พันกับอุปกรณ์อื่นๆรวมแล้วราคาไม่น่าจะเกิน 30,000 บาท และบางอย่างก็ไม่จำเป็นในการใช้งาน) กล่าวโดยสรุปแล้วคิดว่ารุ่นรองท็อป Honda Mobilio V AT น่าจะคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงทุนไปที่สุด

Mobilio รอคุณเป็นเจ้าของอยู่

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

Audi R8 ราคา และ สเป็ค

Audi R8
ตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ Paris Auto Show ในวันที่ 30 กันยายน 2006 นับมาถึงวันนี้ก็ใกล้จะครบ 8 ปีแล้ว Audi R8 กอบโกยยอดขายไปได้อย่างมากมายและเป็นซูเปอร์คาร์ที่เหล่าเศรษฐีทุกคนต้องมีไม่งั้นเชยระเบิด เจ้า R8 คันนี้จริงๆ มันมีจุดเริ่มต้นจาก Concept Car ที่ชื่อว่า Audi Le Mans Quattro ที่ปรากฏโฉมให้เห็นครั้งแรกที่ Geneva International Motor Show 2003 และ Frankfurt International Motor Show 2003 และก็ได้ไปปรากฏโฉมในเกมส์ Need For Speed Carbon โดยเป็นรถคู่กายของ Last Boss ในเกมส์ที่ชื่อว่า Darius นับว่ารถคันนี้ประสบความสำเร็จกับการเป็นรถความเร็วสูงที่วิ่งบนถนนสาธารณะอย่างถูกกฎหมายเป็นครั้งแรกที่ Audi ผลิตรถประเภทนี้ออกวางขาย แล้วซูเปอร์คาร์คันนี้มีสเป็คสมรรถนะเป็นยังไง ราคาเท่าไหร่กันบ้าง

Audi R8 Coupe มีอยู่ 3 รุ่นหลักๆ ก็คือ V8, V10 และ V10 Plus
เรามาเริ่มที่รุ่น V8 โดยตัวเลขสมรรถนะของเครื่องยนต์ 8 สูบ 4.2 ลิตร มีแรงม้า 430 แรงม้าที่ 7,900 รอบต่อนาที แรงบิด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500-6,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยเกียร์อัตโนมัติ Rtronic เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 4.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 299 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลือง 7.52 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย CO2 310 กรัมต่อกิโลเมตร ความจุถังน้ำมัน 90 ลิตร น้ำหนักรถเปล่า 1,565 กิโลกรัม ราคารุ่นนี้ประมาณ 13,000,000 บาท (ปี2013-2014)

ต่อจากนั้นก็รุ่น V10 เครื่องยนต์ 10 สูบ 5.2 ลิตร ผลิตแรงม้าได้ 525 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 530 นิวตัน-เมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลือง 7.19 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 326 กรัมต่อกิโลเมตร ความจุถังน้ำมัน 90 ลิตร น้ำหนักรถเปล่า 1,625 กิโลกรัม ราคาของรุ่น V10 ป้ายแดงอยู่ที่ประมาณ 16,000,000 บาท (ปี2013-2014)

และรุ่นปรับปรุง Audi R8 V10 Plus มากับเครื่องยนต์ V10 5.2 ลิตรที่อัพเกรดแรงม้าเพิ่มขึ้นเป็น 550 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิด 540 นิวตัน-เมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 198 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 318.65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 7.75 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย CO2 299 กรัมต่อกิโลเมตร น้ำหนักรถเปล่า 1,570 กิโลกรัม สำหรับเรื่องราคารถรุ่นนี้ยังไม่มีรายละเอียด ถ้าหากนำเข้ามาจากอังกฤษ V10 รุ่นปกติจะอยู่ที่ 114,835 ปอนด์ และ V10 Plus จะอยู่ที่ 126,835 ปอนด์ต่างกันราว 12,000 ปอนด์ แต่คาดว่าราคาป้ายแดงในไทยคงน่าจะอยู่ที่ 18,400,000 บาท หากเทียบจากราคาในอังกฤษ และบวกอัตราการเสียภาษีตามขั้นตอน

ราคาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ราคากลางที่อ้างอิงได้อย่างเป็นทางการ เพราะ การเปลี่ยนแปลงทางด้านราคาก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกันโดยเฉพาะต้นทุนในการนำเข้าของผู้จำหน่ายแต่ละรายไม่เท่ากัน และในขณะช่วงเวลาที่นำเข้าอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านค่าเงินซึ่งส่งผลต่อต้นทุน อัตราภาษี จนถึงขั้นส่งผลต่อการตั้งราคาขายได้ ดังนั้น หากใครสนใจก็ต้องสอบถามข้อมูลของราคาและสเป็คจากโชว์รูมผู้จัดจำหน่ายให้แน่นอน แล้วนำมาเปรียบเทียบกันในแต่ละรายหาราคาและสเป็คตามที่เราต้องการแล้วถึงจะตัดสินใจซื้อจากผู้จำหน่ายรายที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด

สอบถามราคาดูดีๆก่อนซื้อน๊ะจ๊ะ

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

Porsche 911 Turbo S แรงจัดประหยัดน้ำมันจริง

Porsche 911 Turbo S
ขอยืมสโลแกน Isuzu D-Max มาใช้กับรถสปอร์ตคันนี้หน่อยเหอะ เพราะ มันเหมาะจริงๆกับสโลแกนนี้ด้วยสมรรถนะที่ได้มาเปรียบเทียบกับน้ำมันที่ใช้มันคุ้มค่าทุกหยดจริงๆ และนี่ก็คือสไตล์ของรถเยอรมันโดยแท้ที่เน้นความคุ้มค่าและใช้งานได้จริง ทั้งแรงทั้งประหยัด และขับได้ทุกวันไม่ว่าจะไปเที่ยว เข้าห้าง จ่ายตลาด หรือจะเอาไป Track Day หรือ ออกทริปต่างจังหวัด เอาขับไปสวนยางพารา Porsche 911 Turbo S ก็ไปได้ ว่าไปนั่น แต่มันทำได้จริงๆ ถ้าคิดจะทำ และไม่กลัวเลอะ เอาล่ะมาถึงตรงนี้ก็ขอนำเสนอตัวเลขสมรรถนะของเจ้ากบกระโดดตัวนี้กันหน่อย Porsche 911 Turbo S ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบนอน boxer วางหลัง 3.8 ลิตร ไบเทอร์โบ หรือ เทอร์โบคู่เหมือนทวินเทอร์โบนั่นแหละ แต่เรียกคนละแบบ ขับเคลื่อนสี่ล้อส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ PDK แรงม้าสูงสุด 560 แรงม้าที่ 6,500-6,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 2,100-4,250 รอบต่อนาทีในโหมดปกติ แต่ถ้าอยากเค้นกำลังเกินปกติแบบ Sport Plus ก็จะมี 750 นิวตัน-เมตร ที่ 2,200-4,000 รอบต่อนาที อัตราส่วนกำลังอัด 9.8:1 สมรรถนะอัตราเร่งโดยใช้โหมด Sport Plus เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 3.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 318 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย 10.309 กิโลเมตรต่อลิตร นับว่าประหยัดมากเทียบกับสมรรถนะที่ได้แต่ใช้น้ำมันแค่ลิตรเดียวก็วิ่งได้เกิน 10 กิโลเมตรแล้ว ในขณะที่รถสปอร์ตคันอื่นๆ ถ้าสมรรถนะแบบนี้จะทำอัตราประหยัดน้ำมันไม่ถึง 10 กิโลเมตรต่อลิตรเลย จะเห็นส่วนมากก็ 6-8 กิโลเมตรต่อลิตร และ 911 Turbo S ก็มีอัตราการปล่อย CO2 เพียง 227 กรัมต่อกิโลเมตร เท่านั้น น้ำหนักรถเปล่ามีของเหลว 1,680 กิโลกรัม ไม่มีของเหลว 1,605 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 68 ลิตร รถคันนี้ทำเวลาที่ Nurburgring ได้ 7 นาที 32 วินาที เร็วกว่า Pagani Zonda F ( 7 นาที 33 วินาที ) Koenigsegg CCX ( 7 นาที 33.55 วินาที ) Audi R8 GT ( 7 นาที 34 วินาที ) Lamborghini Gallardo LP570-4 Superleggera และ Lexus LFA ( 7 นาที 38 วินาที ) จะเห็นได้ว่า Porsche 911 Turbo S เอาชนะซูเปอร์คาร์ชั้นนำได้หลายคันในสนามนี้ ทำให้หายข้องใจเรื่องสมรรถนะไปเลย ที่เป็นแบบนี้เพราะระบบบังคับเลี้ยวสี่ล้อและเกียร์ที่เปลี่ยนจังหวะได้สัมพันธ์กันมากๆ เมื่อหักเลี้ยวมุดเข้าโค้งหรือเร่งเครื่องออกจากโค้งเกียร์จะสามารถเปลี่ยนจังหวะได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำการบังคับเลี้ยวของล้อทั้งสี่ก็ทำได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะหักเลี้ยวกระทันหัน สาดโค้งรุนแรงแค่ไหน ช่วงล่างก็เอาอยู่ เบรกก็จัดการความเร็วได้อยู่หมัด หากจะมีข้อเสียก็เพียงแค่มันเร็วแบบทื่อๆ ขับไม่สนุกเท่า Ferrari F458 Italia และ Mclaren MP4-12C และเอาจริงๆ ก็ยังช้ากว่าสองคันนั้นอยู่แต่ต้องอย่าลืมว่าสองคันนั้นเค้า 8 สูบนะจ๊ะ ที่น่าจะเป็นข้อเสียจริงๆ คือเรื่องราคานั่นแหละนำเข้าไทยมาราคาตั้ง 26,050,000 บาท แพงกว่า Mclaren 650S รุ่นมาตรฐานหลังคาแข็ง (26,000,000 บาท) ที่สมรรถนะเหนือกว่าหลายขุม แพงกว่า Mclaren MP4-12C สมัยเปิดตัวใหม่ (22,500,000 บาท) แพงกว่า Ferrari F458 Italia (25,500,000 บาท) ซึ่งราคาที่เหมาะสมสำหรับ Porsche 911 Turbo S คันนี้ในมุมมองผู้บริโภคอย่างผมคิดว่ามันควรมีราคาที่ 25,000,000 บาท แต่ในมุมมองเจ้าของธุรกิจผมก็ไม่รู้ว่าเขาลงทุนอะไรไปบ้างและตั้งราคาแบบนี้จะกำไรเท่าไหร่ แต่ยังไงก็คิดว่าราคา 26,050,000 บาท ก็ยังขายได้อยู่ดีถ้าจะเน้นจุดเด่นเรื่องความประหยัดและการขับขี่ในชีวิตประจำวัน Porsche 911 Turbo S ก็นับเป็นรถที่เก่งรอบด้านเลยจริงๆ ไม่ได้โม้

เอ้าน้องๆตามก้นพี่มา

Maserati GranTurismo แม้จะยังไม่แรงระเบิดแต่ก็มีสเน่ห์ชวนหลงใหล

Maserati GranTurismo
Maserati ชื่อนี้การันตีเรื่องดีไซน์อยู่แล้วว่าสร้างรถออกมาต้องมีรูปทรงสวยงามแน่ๆ ตั้งแต่ตั้งบริษัทมาไม่มีรถคันไหนเลยที่ Maserati ทำออกมาแล้วไม่สวย โดยยี่ห้อนี้ตั้งจุดยืนที่จะเป็นรถสำหรับ Grand Touring ยังไม่เป็นซูเปอร์คาร์เต็มขั้นแบบ Ferrari กับ Lamborghini เพื่อนร่วมชาติ บุคลิกจะไปตรงกับ Aston Martin จากเกาะอังกฤษมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามเจ้าพ่อแฟชั่นแห่งอิตาลีรายนี้ก็ร่วมสายพานการผลิตเดียวกันกับแบรนด์ที่มีประสบการณ์โชกโชนในวงการ F1 จนถึงขั้นเขี้ยวลากดินอย่าง Ferrari อะไหล่หลายๆชิ้นใช้ร่วมกัน เครื่องยนต์ก็พัฒนาร่วมกัน โรงงานก็ใกล้กันแบบเดินไปหากันได้ใน Modena แล้วรถ Grand Tourer ที่อะไหล่และค่าเซอร์วิสแสนแพงคันนี้มีรายละเอียดด้านสมรรถนะเป็นอย่างไรไปดูกัน

เริ่มจากรุ่นมาตรฐาน Maserati GranTurismo ใช้เครื่องยนต์ V8 สูบ 4.2 ลิตร แรงม้าสูงสุด 405 แรงม้า ที่ 7,100 รอบต่อนาที แรงบิด 460 นิวตัน-เมตร ที่ 4,750 รอบต่อนาที รอบเครื่องสูงสุดอยู่ที่ 7,250 รอบต่อนาที สังเกตดูว่ากว่าจะได้แรงม้าสูงสุดต้องลากรอบเกือบสุด ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 5.2 วินาที รู้สึกจะช้าไปแล้วสำหรับรถประเภทนี้ ความเร็วสูงสุด 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมงดูตัวเลขแล้วไม่ต่างกับรถสปอร์ตญี่ปุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เล็กกว่าเลย อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเฉลี่ย 6.99 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย CO2 330 กรัมต่อกิโลเมตร ความจุถังน้ำมัน 86 ลิตร น้ำหนักรถเปล่า 1,880 กิโลกรัม ดูท่ารุ่นมาตรฐานคงแรงไม่สะใจเท่าไหร่

มาดูที่รุ่น GrandTurismo Sport มาพร้อมกับขุมกำลัง V8 4.7 ลิตร แรงม้าสูงสุด 460 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 520 นิวตัน-เมตร ที่ 4,750 รอบต่อนาที สมรรถนะถ้าเป็นรุ่น MC Shift หรือเปลี่ยนเกียร์แบบแมนนวล จะทำความเร็วสูงสุดได้ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่งจาก 0-100 ได้ใน 4.7 วินาที อัตราสิ้นเปลือง 6.45 กิโลเมตรต่อลิตร อัตรา CO2 360 กรัมต่อกิโลเมตร ถ้าเป็น MC Auto Shift จะมีความเร็วสูงสุด 298 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 4.8 วินาที อัตราสิ้นเปลือง 6.99 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย CO2 331 กรัมต่อกิโลเมตร ทั้งคู่มีความจุถังน้ำมันและน้ำหนักรถเปล่าเท่ากันที่ 86 ลิตร และ 1,880 กิโลกรัม ค่อยดูเป็นสมรรถนะที่เหมาะสมกับคลาสของรถหน่อย

มาถึงรุ่นท็อป Maserati GranTurismo MC Stradale ใช้เครื่องยนต์ V8 4.7 ลิตร ที่มีแรงม้าสูงสุด 460 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 520 นิวตัน-เมตร ที่ 4,750 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 303 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 6.94 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 337 กรัมต่อกิโลเมตร ความจุถังน้ำมัน 90 ลิตร น้ำหนักรถเปล่า 1,800 กิโลกรัม

เป็นยังไงกันบ้างกับสมรรถนะของ Maserati GranTurismo ในรุ่นย่อยต่างๆ จะว่าไปเครื่องยนต์ V8 ของ Maserati ที่มีความจุ 4.7 ลิตรยังให้กำลังน้อยกว่า เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตรของ Bentley Continental GT อยู่มาก ส่งผลให้ตัวเลขสมรรถนะออกมาใกล้เคียงกันทั้งๆที่ Bentley น้ำหนักรถมากกว่าร่วม 500-600 กิโลกรัม เรียกว่าอ้วนกว่ากันเยอะ และที่น่าตลกก็คือ Bentley ที่ขึ้นชื่อว่าซดน้ำมันดุมากในรุ่นเครื่องยนต์ V8 กลับประหยัดน้ำมันกว่าเยอะ จะว่าเครื่องเล็กกว่าก็ประหยัดกว่าเป็นธรรมดา ก็ไม่ถูก เพราะเครื่อง 4.0 ลิตรของ Bentley มันรับภาระน้ำหนักถึง 2,295 กิโลกรัม แต่กับ Maserati ที่ใช้เครื่อง 4.7 ลิตร รับภาระเพียง 1,800-1,880 กิโลกรัม ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะความเป็นจริงก็คือ เครื่อง V8 ของ Maserati GranTurismo ซดน้ำมันพอๆกับเครื่อง W12 6.0 ลิตร ของ Bentley Continental GT ไปโน่น เมื่อเทียบกับสมรรถนะอัตราเร่งและความเร็วเทียบกับเชื่อเพลิงที่เสียไปมันเลยดูไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม Maserati GranTurismo ก็เป็นรถที่เปี่ยมไปด้วย Passion กระตุ้นความตื่นเต้นให้ผู้ขับขี่ได้เสมอมันมีบางสิ่งที่ชวนให้อยากขับมากกว่า Bentley Continental GT บุคลิกการเข้าโค้งการบังคับควบคุมที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตมากกว่า คล่องตัวมากกว่าด้วยมิติตัวถังที่ไม่ได้ใหญ่โตแบบ Bentley ดังนั้นจึงถือได้ว่า Maserati GranTurismo เป็นรถที่มีสเน่ห์ส่งผลต่อปัจจัยทางด้านอารมณ์ที่เป็นปัจจัยทางนามธรรม ซึ่งสิ่งนี้ก็อาจเป็นสิ่งสำคัญให้คน คนหนึ่งตัดสินใจซื้อรถได้เหมือนกัน

เซ็กซี่ดีนะ (สังเกตดูมี Alfa Romeo มาร่วมแจมด้วย)

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

MG6 ความทุกข์ของการขับรถยนต์


หลังจากมีหลายๆคนได้ไปลองแล้วบ่นให้ฟังว่า MG6 ที่ขายกันอยู่ในไทยตอนนี้มันห่วยแตกขนาดไหน ซึ่งผมเองก็ยังไม่เชื่อก็เพราะเห็นตัวเลขแค่คร่าวๆ เพียง MG6 สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ได้ดูอะไรละเอียดมากเพราะไม่สนใจมันอยู่แล้ว แต่ได้ยินคนอื่นพูดถึงมันมากเหลือเกิน สื่อก็โหมประโคมกันอยู่นั่นแหละ ก็เลยไปลองมาหน่อยเมื่อนานมาแล้วแต่เพิ่งมาพูดถึงเอาตอนนี้เพราะ ไม่อยากจะพูดถึงมันอีกอยากให้ความรู้สึกนั้นมันหายไปซะ แต่มาถึงวันนี้นึกอะไรไม่ออกไม่รู้จะพูดถึงรถรุ่นไหนก็เลยพูดถึงรถคันนี้หน่อยละกันเผื่อมีใครมาเห็นจะได้นำไปปรับปรุง หรือจะเพิกเฉยก็แล้วแต่เพราะมันก็เป็นเพียงเสียงของผู้บริโภคคนหนึ่งที่มีตัวเลือกในตลาดตั้งเยอะแยะทำมาไม่ดีก็ไม่ซื้อแค่นั้นเอง ยี่ห้ออื่นก็มีอยู่บานเบอะ แต่จะว่าไปก่อนไปลองก็อ่านรีวิวมาหลายฉบับทั้งของ Autocar, Autobild, Car, Evo, ยานยนตร์, ฟอร์มูลา หรืออะไรก็แล้วแต่ รู้สึกคนเขียนรีวิวจะเขียนแบบเกรงใจเกินไปนะ ที่บอกว่าอัตราเร่งดี เกียร์ส่งผ่านกำลังได้ดีแต่ต้องปรับตัวและทำความเข้าใจกับมันหน่อย (ซึ่งผมว่าไม่หน่อยแล้ว) ความเร็วสูงสุดเกิน 200 นี่ไม่เถียง แต่มันก็ไม่ได้ขึ้นปรู๊ดปร๊าด คือกว่าจะถึงนี่รถคันอื่นเค้าก็ไปไกลเป็นล้านปีแสงแล้ว ก่อนจะเข้ามาไทยก็เคยอ่านรีวิวจากสื่อนอกอย่าง Autocar UK มาเหมือนกันรายนั้นยังวิจารณ์ตรงไปตรงมาข้อดีข้อเสียยังไงบอกหมดทั้งที่เป็นแบรนด์ประเทศตัวเองยังไม่มีการอวยเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่มาบอกว่าอัตราเร่งดีส่งผ่านกำลังราบรื่นอะไรทำนองนั้น ซึ่งคนที่พูดมาแบบนี้นี่ไม่ใช่แค่เกรงใจแต่ตั้งใจอวยเลยล่ะ ซึ่งยังดีที่หนังสือรถยนต์ที่ผมติดตามทั้ง Autocar, Autobild, Car, Evo, ยานยนตร์, ฟอร์มูลา ไม่เลอะเทอะถึงขนาดนั้น จะว่าเพราะกลัวพูดความจริงไปแล้วจะเสียผลประโยชน์ค่าโฆษณาอะไรก็แล้วแต่ ผมผู้ซึ่งเป็นผู้บริโภคคนหนึ่งซึ่งไม่มีผลประโยชน์อะไรคาบเกี่ยวกับบริษัทรถยนต์เหล่านี้ขอแฉความจริงให้หมดเปลือก แต่ขอเริ่มต้นด้วยคำชมก่อนแล้วกันที่รถตกแต่งภายในได้ดีทำให้เห็นว่าเป็นรถยุโรปจริงๆ ไม่ใช่รถจีน เบาะทำจากหนังชั้นดี รอยเย็บตะเข็บอะไรก็เรียบร้อย ภายในนี่สมกับเป็นรถยุโรปจริงๆ และช่วงล่างก็ดีพอๆ กับ Mitsubishi Lancer EX แบบให้ความรู้สึกเดียวกันเลย แต่มันก็แค่ภาพลวงตาแค่นั้นเพราะรถจะดีไม่ได้วัดกันที่ชนชาติหรือสัญชาติผู้ผลิต รถสัญชาติเยอรมัน อังกฤษ อิตาลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อเมริกา เกาหลี ก็ใช่ว่าจะไม่มีรถที่ห่วยๆ เอาล่ะมาถึงข้อเสียของ MG6 กัน อย่างแรกเลยเสียงเครื่องยนต์นี่ดังครืนๆ แบบว่ากลัวอยู่ดีๆมันจะพังเอา อัตราเร่งก็อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยรถบ้านทั่วไปนะแต่ที่โมโหมากไม่ใช่เรื่องของอัตราเร่งแต่เป็นเกียร์กับคันเร่งที่สมองกลมันโง่บัดซบมากๆ ทำอะไรไปใช้เวลาคิดนานเหลือเกินกว่าจะตอบสนอง เกียร์กระตุกอย่างกับติดสันนิบาต นับว่าเป็นเกียร์ที่ห่วยที่สุดเท่าที่เคยขับรถเกียร์ออโต้คันไหนๆ มาเลยมันเทียบกับ Chevrolet Sonic แล้วถึง Sonic จะอืดกว่าแต่รถยังตอบสนองได้ไวกว่าสั่งไปก็ทำตามแบบไปเรื่อยๆ เทียบกับ Ford Fiesta ปี 2010 MG6 เกียร์ยังกระตุกมากกว่าเยอะเลย ใครที่รำคาญเกียร์ Fiesta อยู่แล้วมาเจอคันนี้นี่ Fiesta กลายเป็นดีไปเลย และการตอบสนองของ MG6 ยังสู้ Lancer E-car ปี 1995 ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ ยิ่งมาเทียบรถ C-Segment ยุคปัจจุบันด้านอัตราเร่งและการตอบสนองสู้รถคันอื่นไม่ได้เลย แม้แต่ Proton Preve ก็อย่างว่ารถแบรนด์นี้มันอยู่ได้ด้วยการเอาของเก่ามารีไซเคิลใหม่ทำซ้ำไปๆมาๆอยู่นั่นไม่เคยพัฒนาเทคโนโลยีให้ตามทันชาวบ้านเค้าเลย เพราะมันก็แค่แบรนด์ที่ถูกทอดทิ้งโดยต้นสังกัด ที่มีแต่สร้างภาระให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของ เทคโนโลยีของรถ MG คงล้าหลังกว่ารถญี่ปุ่น 20 ปีได้มั้ง ก็อย่างว่าเครื่อง K-Series มันตกยุคไปแล้วแต่ก็ต้องเอามาใช้เพราะไม่มีทางเลือก สรุปแล้ว MG6 คุณภาพไม่ได้สมราคาหลักล้านของมันเลย เอาเงินล้านไปซื้อรถหกล้อขนหมูยังจะมีประโยชน์กว่า แต่ถ้าใครซื้อมาแล้วก็ต้องขอโทษด้วยถ้ากล่าวแรงไปหน่อย ก็เอาเหอะรถจะดีไม่ดีคนขับก็มีส่วนเหมือนกัน จะว่าไปถ้าซื้อแค่ช่วงล่างกับตัวถังแล้วหาอู่ดีๆ มาวางเครื่องลงเกียร์ให้ใหม่ใช้ของรถญี่ปุ่นแล้วดัดแปลงให้เข้ากับรถมันก็น่าจะเวิร์คอยู่แต่จบราคาเท่าไหร่เนี่ยสิช่างมันอย่าไปคิดมันเลย เพราะของเดิมถ้าขับแบบรถบ้านมันก็ไม่มีปัญหาในการขับขี่ในชีวิตประจำวันแต่อย่างใด และมันก็นั่งสบายอยู่เพราะห้องโดยสารกว้างกว่ารถ C-Segment อยู่พอสมควร และที่เคยอ่านรีวิวของ Autocar UK ที่บอกว่าเปลืองน้ำมัน ความจริงมันก็อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย 14-16 กิโลเมตรต่อลิตร นับว่าไม่ได้แย่อะไร แต่คนทำรีวิวบอกมันเปลืองเพราะเอาไปเทียบกับ Skoda Octavia แค่นั้นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

Bentley Continental GT รุ่นย่อยต่างๆ ที่น่าสนใจ

Bentley Continental GT Speed
ครั้งก่อนเคยนำเสนอเกี่ยวกับ Bentley Continental GT V8 S ไปแล้วแต่ถ้าใครคิดว่าไม่แรงพอมันยังมีรุ่นย่อยอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่อีกเพียบโดยขอแนะนำในรุ่นที่ไม่ใช่รุ่น Convertible หรือรุ่นเปิดประทุนเพราะใช้ แพลตฟอร์มร่วมกับรุ่น Coupe แต่ต่างกันที่หลังคาเปิดได้กับไม่ได้แค่นั้นเอง ซึ่งสมรรถนะของรุ่น Convertible จะลดลงจากรุ่นปกตินิดหน่อยจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และก็มาเริ่มกันที่รุ่นมาตรฐาน

Bentley Continental GT: ใช้เครื่องยนต์ W12 สูบ ความจุ 6.0 ลิตร 567 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 700 นิวตัน-เมตร ในรอบต่ำเพียงแค่ 1,700 รอบต่อนาที รถคันนี้เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.5 วินาที (ด้วยเบนซิน 98,95 แต่สำหรับ E85 ไม่มีระบุไว้ชัดเจน) และยังทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 318 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Bentley ยุคนี้นี่บ้าระห่ำดีจริงๆ นี่แค่รุ่นมาตรฐานเองนะเนี่ย อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย 6.9 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย CO2 338 กรัมต่อกิโลเมตร น้ำหนักรถเปล่า 2,320 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 90 ลิตร (Continental GT มีความจุถังน้ำมัน 90 ลิตรเท่ากันหมดทุกรุ่นย่อย)

Bentley Continental GT V8: ลดความจุเพื่อความประหยัดน้ำมันมากขึ้นด้วยขุมกำลัง V8 สูบ 4.0 ลิตร 500 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 660 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 รอบต่อนาที สังเกตรถจะเน้นแรงบิดมากกว่าแรงม้าเพราะต้องการแรงฉุกลากมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนรถที่มีขนาดใหญ่และหนักถึง 2,295 กิโลกรัม ในสปีดต้นเพื่อไม่ให้รถอืดเกินไป แต่สำหรับ Bentley รุ่น Continental GT นี่จะ 8 หรือ 12 สูบก็ไม่มีคำว่าอืดแล้วนะ ต่างจากสมัยก่อนอย่างชัดเจนที่ผลิตออกมาที่ไรอัตราเร่งสู้รถพิกัดเดียวกันไม่ได้ซะที มีแต่ความหรูอย่างเดียว เจ้า V8 คันนี้มีอัตราเร่งจาก 0-100 ภายใน 4.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 303 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย 9.43 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย CO2 246 กรัมต่อกิโลเมตร

Bentley Continental GT Speed: รุ่นที่เป็นรถวิ่งถนนที่แรงที่สุดของ Bentley ใช้เครื่องยนต์ W12 สูบ ทวินเทอร์โบ 6.0 ลิตร แรงม้าสูงสุด 626 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 820 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 รอบต่อนาที รถคันนี้ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 4.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 331 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่า Ferrari F458 Italia และ Lamborghini Gallardo LP570-4 Superleggera ที่ทำได้ 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่ากัน Continental GT Speed มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.9 กิโลเมตรต่อลิตรเท่ารุ่นมาตรฐาน ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 338 กรัมต่อกิโลเมตร น้ำหนักรถเปล่า 2,320 กิโลกรัม

Bentley Continental GT V8S: รุ่นใหม่ล่าสุดที่เคยแนะนำไปแล้วแต่ขอย้ำอีกที รถคันนี้ใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร 521 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 680 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 รอบต่อนาที ทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 309 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย 9.35 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย CO2 250 กรัมต่อกิโลเมตร น้ำหนักรถเปล่า 2,295 กิโลกรัม ขับมันส์กว่า V8 รุ่นเดิม แต่ก็เปลืองน้ำมันและปล่อยมลภาวะมากกว่านิดหน่อย

และก็มาถึงรุ่นที่ผลิตมาเพื่อกีฬามอเตอร์สปอร์ตเต็มไปด้วยสัญชาตญาณนักซิ่งและยังวิ่งบนถนนอย่างถูกกฎหมาย รถรุ่นนี้คือ
Bentley Continental GT3 R: ใช้เครื่องยนต์ V8 Twinturbo 4.0 ลิตร ที่มีพละกำลังแรงขึ้นที่ 572 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 รอบต่อนาที โดยรถคันนี้เน้นอัตราเร่งสปีดต้นมากกว่าความเร็วสูงสุด โดยทำความเร็วจาก 0-100 ได้ใน 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 273 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย 7.874 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย CO2 295 กรัมต่อกิโลเมตร น้ำหนักรถไม่ระบุ แต่คาดว่าเบากว่ารุ่นปกติมากเพราะรถจะเน้นความคล่องตัวในการขับที่สนามแข่ง

ก็นับว่าแต่ละรุ่นแรงแบบบ้าดีเดือดผิดกับรูปลักษณ์หน้าตาที่ดูสุภาพเรียบร้อยดูเป็นผู้ใหญ่ที่อบอุ่น แต่ภายในแฝงไปด้วยพละกำลังคล้ายกับมังกรซ่อนเล็บในหนังจีนกำลังภายในเลยจริงๆ

Bentley Continental GT3 R