วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Porsche Macan แทบแยกไม่ออกระหว่างรถสปอร์ตกับ SUV

Porsche Macan
Porsche Macan ให้เทียบง่ายๆ มันก็คือ Cayenne ย่อส่วนเพื่อขยายกลุ่มตลาดในกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง และชอบที่จะขับรถที่มีขนาดกะทัดรัดมากกว่าจะขับรถคันใหญ่อย่าง Porsche Cayenne นั่นเอง แต่ถึงจะย่อขนาดรถ แต่สมรรถนะอัตราเร่งและความเร้าใจต่อการขับขี่ของมันจะรู้สึกต่างจากรถเอนกประสงค์ทั่วไปอยู่ค่อนข้างมาก โดยสมรรถนะที่เรียกได้ว่าสามารถไล่กวดกับรถสปอร์ตได้อย่างสบาย ในประเทศไทย Porsche Macan วางขายอยู่ทั้งหมด 4 รุ่นย่อย คือ 2.0 ลิตร เบนซิน, 3.0 ลิตร V6 Biturbo, ดีเซล 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบ, เบนซิน 3.6 ลิตร V6 Biturbo โดยมีสมรรถนะอัตราเร่งและความเร็วสูงสุด ดังนี้

Macan S เบนซิน 2.0 ลิตร มี 237 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 223 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 5.99 ล้านบาท

Macan S เบนซิน 3.0 ลิตร V6 Biturbo มี 340 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 254 หิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 9.4 ล้านบาท

Macan S เบนซิน 3.6 ลิตร V6 Biturbo มีกำลังสูงสุด 400 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 266 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 12.4 ล้านบาท

Macan S ดีเซล 3.0 ลิตร V6 Turbo มีแรงม้าอยู่ที่ 258 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่ากับ 6.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 7.5 ล้านบาท

การตกแต่งภายในของรถ Porsche Macan คันนี้ ดูเหมือนเป็นห้องโดยสารของรถสปอร์ต เพราะ ส่วนใหญ่ก็ประยุกต์ดีไซน์ทั้งหมดมาจากรถสปอร์ตของ Porsche เอง ข้างในตกแต่งด้วยโทนสีดำซึ่งเป็นสีมาตรฐานมากับตัวรถ มีระบบ เปิด-ปิด ช่องเก็บสัมภาระด้วยไฟฟ้า ควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ด้วยหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ทั้งยังมีระบบเครื่องเสียงระดับ High-End เพิ่มความเพลิดเพลินไปกับการเดินทาง

ส่วนบทวิจารณ์ของรถคันนี้นั้นขอยกตัวอย่างรุ่นท็อปราคา 12.4 ล้านบาท ที่มีน้ำหนักรถถึง 1,925 กิโลกรัม แต่ก็ยังทำอัตราเร่งและความเร็วสูงสุดได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แถมยังประหยัดน้ำมันที่ 11.24 กิโลเมตรต่อลิตร ทั้งยังมีความจุถังน้ำมัน 75 ลิตร ทำให้มีพิสัยการเดินทางเมื่อเติมน้ำมันเต็มถังที่ 843 กิโลเมตร และ ปล่อยไอเสีย 208 กรัมต่อกิโลเมตร Porsche Macan นั้นใช้ชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้น ที่มาจาก Audi Q5 ถ้าสังเกตดีๆ จะพบอะไหล่บางตัวแปะตราของ Audi อยู่ แต่ Macan ก็ซ่อนความเป็น Audi ไว้อย่างแนบเนียนผ่านบุคลิกการขับขี่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแม้จะใช้โครงสร้างช่วงล่างเดียวกันแต่ช่วงล่างของ Macan มันคือช่วงล่างแบบสปอร์ตที่พร้อมจะสาดโค้งอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ ต่างจากช่วงล่าง Audi Q5 ที่เน้นความนุ่มและความสบายเป็นหลัก แต่ถึงแม้ Macan จะมีช่วงล่างออกแนวสปอร์ตแต่ก็ไม่รู้สึกแข็งกระด้างเท่ารถสปอร์ตรุ่นต่างๆ ของ Porsche เลย คือ สมรรถนะพอเทียบกันได้แต่ Macan นั่งสบายกว่า ซึ่งคนที่ชอบความเร็วแต่ไม่ชอบความกระด้างแบบรถสปอร์ตก็สามารถหันมาเล่นรุ่นนี้ได้ ซึ่ง Porsche Macan นั้นสมรรถนะกิน SUV ในกลุ่มเดียวกันขาดกระจุย แต่ที่ยังน่ากังขาอยู่ก็คือมันยังคงตอบโจทย์ความเป็น SUV ได้ไม่ครอบคลุมเท่า Range Rover Evoque ที่รุ่นท็อปยังราคาถูกกว่ารุ่นต่ำสุดของ Porsche Macan นับล้านบาทอยู่นั่นเอง

ท้าย Porsche Macan

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เปรียบเทียบ Volkswagen Scirocco 2.0 TSI, Audi S3 Quattro 2.0 TFSI, Mini Cooper S Coupe

บางครั้งเมื่อขับรถบนถนนก็จะมีรถบางประเภทที่ดูภายนอกแล้วไม่รู้สึกว่ามันจะเป็นรถที่เร็วนัก แต่หลายครั้งที่รถสปอร์ตที่ดูเหมือนว่าบนถนนไม่มีใครเทียบได้เรื่องความเร็ว ก็กลับถูกรถแฮทช์แบ็ค หรือคูเป้ เหล่านี้เล่นงาน ซึ่งก็เห็นได้บ่อยๆ แม้กระทั่งนักทดสอบรถยนต์ของนิตยสารชื่อดังก็เคยเจอมาแล้ว เมื่อกำลังทดสอบซูเปอร์คาร์อย่าง Ferrari อยู่แต่กลับมีรถแฮทช์แบ็คสามประตูจากไหนก็ไม่รู้วิ่งแซงขึ้นไป แต่ครั้งนี้ไม่ได้จะมากล่าวถึงรถสามประตูคันนั้น แต่จะมากล่าวถึงรถยนต์สามคันที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับรถปริศนาคันดังกล่าว ซึ่งก็คือ Volkswagen Scirocco 2.0 TSI, Audi S3 Quattro 2.0 TFSI และ Mini Cooper S Coupe ซึ่งก็มีความเกี่ยวโยงกันอยู่ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม โดย Audi ก็เป็นรถในเครือของ Volkswagen และ Mini ซึ่งเป็นรถสัญชาติอังกฤษก็มีเจ้าของเป็นเยอรมันอย่าง BMW ซึ่งก็เป็นคู่แข่งตัวฉกาจของ Volkswagen Group และต่อจากนี้จะเป็นการเปรียบเทียบสมรรถนะต่างๆ และความคุ้มค่าในภาพรวม โดยครั้งนี้จะไม่คำนึงถึงแต่เรื่องของสมรรถนะและความเร็วเพียงด้านเดียวแต่จะนำความคุ้มค่าโดยรวม ราคา ต้นทุน การใช้งานมาพิจารณาประกอบด้วย และขอเริ่มการเปรียบเทียบด้วยรูปลักษณ์ภายนอกก่อน


Audi S3 Quattro

Volkswagen Scirocco

Mini Cooper S Coupe
เปรียบเทียบรูปลักษณ์แล้ว Scirocco ดูรูปร่างหน้าตาเป็นสปอร์ตที่สุดใน 3 คันนี้ กระจังหน้าดูดุดันบ่งบอกว่ารถคันนี้ต้องแรงแน่ๆ ดูบุคลิกคล้ายเป็นหนุ่มเสเพล (แต่มองผ่านๆ ทำไมรูปทรงมันดูคล้าย Civic 3 ประตูอยู่พิกล) ส่วน Audi S3 มีหน้าตาที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงความเข้มไว้ภายใน บุคลิกดูเหมือนเป็นตัวร้ายลึก แบบเจ้าพ่อมาเฟียมาดขรึม มาที่ Mini ที่ดูออกเป็นรถวัยรุ่นหน้าตาสดใส มีมาดกวนโอ๊ยอยู่นิดๆ และสมรรถนะมันจะเป็นอย่างที่รูปลักษณ์มันบ่งบอกออกมาหรือไม่ ต้องมาดูตารางเปรียบเทียบ

ตารางเปรียบเทียบรถทั้ง 3 คัน
สมรรถนะที่แสดงออกมานั้นบ่งบอกว่า Audi S3 แซงคู่แข่งที่เหลือไปไกล และราคาก็แรงสมกับสมรรถนะแรงๆ ของมันจริงๆ แต่ส่วนตัวคิดว่า Audi S3 ที่นำเข้ามาโดย MTM Thailand คันนี้ ตามคุณภาพรถจริงๆ มันไม่ควรมีราคาถึง 5.2 ล้านบาทหรอก แต่เป็นเพราะภาษีและต้นทุนการนำเข้ามากกว่า ซึ่งคนมีเงินที่ซื้อรถเพียงเพราะกระแสนิยม มองผ่านๆก็อาจไม่สนใจก็ได้ เพราะ คนประเภทนี้คงไม่ซื้อรถที่มีรูปร่างหน้าตาเรียบๆ ด้วยเงินถึง 5.2 ล้านบาทเป็นแน่ เพราะ ขับแล้วไม่เป็นจุดเด่นให้คนสนใจ ซึ่งดูแล้วคนไทยส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น มองอะไรแต่เพียงผิวเผินไม่รู้จักพิจารณาให้ลึกซึ้ง หลงไปกับกระแสรอบข้าง (ต้องขอโทษด้วยสำหรับใครที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น) มองสมรรถนะแล้ว Audi S3 เป็นรถที่มีสมรรถนะอันน่าลิ้มลอง แต่พอเห็นราคาแล้วคงต้องถอยกรูด เพราะโดยสามัญสำนึกแล้วหากคุณต้องการความเร็วจริงๆ คุณควรจะซื้อรถสปอร์ตพันธุ์แท้มาขับจะดีกว่า อย่าง Nissan 370Z, Lotus Elise หรือ Exige, Audi TTS ตัวท็อป, รถยอดนิยมอย่าง BMW Z4, Mercedes-Benz SLK ก็ยังได้ หรือจะเป็น Chevrolet Camaro ก็ยังไหว รถเหล่านี้ก็มีราคาใกล้เคียงกันกับ Audi S3 ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับรถเหล่านี้ราคา 5.2 ล้านบาทสำหรับ S3 ถือว่าไม่เหมาะสม ซึ่งหากจะมองถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้วล่ะก็ต้องเป็น Scirocco กับ Mini ที่มีราคาสมเหตุสมผลมากกว่า ถึงแม้เอาจริงๆ มันควรจะถูกกว่านี้อีกหน่อยก็เถอะ แต่มันยังน่าแปลกใจที่ Scirocco อัตราเร่ง ความเร็วสูงสุดแพ้ให้ Audi S3 ยังไม่พอแต่ดันเปลืองน้ำมันมากกว่าอีกนี่สิ แต่เมื่อเทียบต้นทุนการใช้งานแล้วกว่าจะใช้ Audi S3 ให้คุ้มค่ากับส่วนต่างราคาระหว่าง Scirocco นี่ต้องขับไปอีกกี่ชาติ ลองสมมุติอย่างคร่าวๆว่าใช้น้ำมันเบนซินราคาลิตรละ 50 บาท Scirocco จะใช้น้ำมัน 7.63 ลิตรต่อการเดินทาง 100 กิโลเมตร Audi S3 จะใช้ 7.4 ลิตร/100 กม. เท่ากับว่าทุกๆ 100 กิโลเมตร Audi จะประหยัดกว่า 0.23 ลิตร ส่วนต่างราคาของ S3 กับ Scirocco อยู่ที่ 2.52 ล้านบาทหรือเท่ากับราคาน้ำมัน 50,400 ลิตร และน่าตกใจว่าเมื่อคำนวนดูแล้วกว่า Audi S3 จะถมส่วนต่างราคานั้นหมดต้องใช้งานไปถึง 21,913,043 กิโลเมตร อัตราประหยัดน้ำมันถึงจะไปชดเชยส่วนต่างของราคากับ Scirocco ได้หมด ซึ่งในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้ แค่ขับรถหลักล้านกิโลเมตรนี่ถือว่าบ้าระห่ำแล้ว 20 กว่าล้าน นี่คงเป็นยานอวกาศหรือ UFO มากกว่า นี่ยังไม่นับค่าบำรุงรักษาสภาพรถตามระยะนะเนี่ย แต่ก็ไม่แน่หากเจอศูนย์ฟันกำไรเกินควรอาจมีคันได้คันหนึ่งที่กินเงินจนหมดกระเป๋าได้ สมมุติว่า Audi S3 ซ่อมบำรุงกับ MTM แล้ว Scirocco ซ่อมบำรุงกับใครที่ไหนไม่รู้ที่ฟันกำไรทีเป็น 2-3 แสน ก็อาจจะถมส่วนต่างราคานั้นหมดก็ได้ และเมื่อพูดถึงความคุ้มค่าแล้ว ก็ต้องเป็น Mini Cooper S Coupe นี่เอง ที่มีเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรแบกความจุข้ามรุ่นมาต่อกรกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และก็ทำสมรรถนะได้ไม่น่าเกลียดถือว่าเป็นสมรรถนะที่ดี ในอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีที่สุด 15.5 กม./ลิตร ซึ่งเท่ากับ 6.45 ลิตร/100 กม. เท่ากับทุก 100 กิโลเมตรจะประหยัดกว่า Scirocco 1.18 ลิตร สมมุติว่าใช้น้ำมันเบนซินลิตรละ 50 บาทเหมือนๆกัน ทุก 100 กิโลเมตร Mini ก็จะประหยัดกว่า 59 บาท Mini ราคาแพงกว่า Scirocco 210,000 บาท (3,559.32 เท่า ของ 59 บาท) ต้องใช้งาน 355,932 กิโลเมตร ถึงจะถมส่วนต่างด้านราคาไปหมด ซึ่งก็นับว่ามากอยู่ดี แต่สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงก็คือการเช็คระยะเปลี่ยนอะไหล่ ซึ่งไม่สามารถพิจารณาแน่นอนตายตัวได้ เพราะ บางคนก็บอกอะไหล่ Mini ถูกกว่า บางคนก็บอก Volkswagen ถูกกว่า แต่ถ้ามองสมรรถนะของรถประกอบกับความคุ้มค่าแล้วล่ะก็
ขอเรียงลำดับความน่าซื้อน่าใช้ไว้ดังนี้

1.Volkswagen Scirocco TSI 2.0 สมรรถนะเข้าขั้นยอดเยี่ยม ประหยัดน้ำมันพอใช้ ราคาคุ้มค่า
2.Mini Cooper S Coupe สมรรถนะอาจจะด้อยที่สุดแต่ก็ไม่จัดว่าแย่ ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ราคาเหมาะสม
3.Audi S3 Quattro 2.0 TFSI จริงๆมันควรเป็นผู้ชนะในการเปรียบเทียบครั้งนี้ แต่เพราะปัจจัยทางด้านราคาจึงทำให้มันต้องกินบ๊วยไป

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Mercedes-Benz CLA 250 รวมหลายบุคลิกไว้ในหนึ่งเดียว

Mercedes-Benz CLA 250 AMG Sport

ท้าย CLA

Benz CLA หรือเรียกชื่อเต็มๆว่า Mercedes-Benz CLA 250 AMG Sport คันนี้ เป็นรถที่รวมเอาเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz หลายๆรุ่นมาไว้ในรถคันนี้คันเดียว เหมือนเป็นการฟิวชั่นของรถ 3 รุ่นคือ CLS, SLK และ A-Class ดีไซน์กระจังหน้าดูโฉบเฉี่ยว แต่ยังไงก็ยังดูเป็น CLS ที่ย่อส่วนให้เล็กลงอยู่ดี แต่เส้นสายยังไม่ลงตัวเท่า CLS โดยเฉพาะด้านข้างกับด้านท้าย นี่ดูแล้วทำได้ไม่ค่อยเนียนตาเท่าไหร่ แต่ก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่าเรื่องรูปทรงรูปลักษณ์ภายนอกนั้นช่างหัวมัน มาดูสมรรถนะภายในดีกว่า
Mercedes-Benz CLA 250 ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 211 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-4,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า มิติตัวรถ กว้าง*ยาว*สูง เท่ากับ 1,777*4,630*1,432 มิลลิเมตร อัตราประหยัดน้ำมัน 16.12-16.39 กิโลเมตรต่อลิตร ความจุถังน้ำมัน 50 ลิตร เท่ากับมีพิสัยการเดินทาง 806-819.5 กิโลเมตร ปล่อยไอเสีย 142-144 กรัมต่อกิโลเมตร และเมื่อเห็นสมรรถนะแล้วต้องอึ้งแทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นรถซีดานน้ำหนัก 1,480 กิโลกรัม ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงม้าเพียง 211 แรงม้า และมีแรงบิด พอๆกับรถกระบะหรืออาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ แต่ด้วยแรงบิดสูงสุดที่มาในรอบต่ำเพียง 1,200 รอบต่อนาที ลากไปจนถึง 4,000 รอบต่อนาที ก็ส่งผลให้ CLA คันนี้ออกตัวด้วยเวลาเพียงแค่ 6.7 วินาที เร็วยิ่งกว่ารถสปอร์ตอย่าง Toyota FT86 ที่ทำได้ 7.4 วินาที แถมความเร็วสูงสุดยังมากกว่าที่ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดย 86 ทำได้แค่ 226 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และที่น่าสนใจก็คือราคาที่เท่ากันเป๊ะที่ 2,640,000 บาท (เทียบกับ 86 รุ่นเกียร์ออโต้) อย่างนี้ก็เท่ากับว่าได้สมรรถนะดีกว่าในราคาเท่ากันแถมยังได้ความสบายเพิ่มขึ้นมาอีกเพราะนั่งได้ 4 คนเต็มๆ แบบไม่เบียดเสียด ภายในนั้นจะรู้สึกคุ้นตามากหากใครเคยขับ Benz A-Class เพราะมันถอดแบบกันมาเลยแคาเปลี่ยนเส้นสายคอนโซลหน้าให้ดูสปอร์ตขึ้นนิดหน่อย ปุ่มและฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ อยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับที่เห็นใน A-Class เรียกว่าใครเคยใช้ A-Class มาก่อนก็ไม่ต้องไปหาปุ่มให้วุ่นวายและไม่ต้องปรับตัวกับการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ด้วย และถึงแม้ทาง Mercedes ตั้งใจจะสร้างรถคันนี้เป็นเพียงซีดานเรียบหรูที่เจือจางความเป็นสปอร์ตบางๆก็ตาม แต่สมรรถนะเรียกว่าแรงเทียบรุ่นรถสปอร์ตได้สบาย เพราะมันสามารถเรียกอัตราเร่งได้ในทุกรอบความเร็ว เกียร์ก็ส่งกำลังอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ช่วงล่างเกาะถนนดี balance ดี พวงมาลัยทิศทางแม่นยำ น้ำหนักสัมพันธ์กับความเร็ว ซึ่งเมื่อขับช้าพวงมาลัยจะรู้สึกเบาไม่ต้องออกแรงมากนัก แต่เมื่อขับเร็วจะมีความหนืดและหนักขึ้นมาทำให้รู้สึกมั่นใจยามใช้ความเร็วสูง ไม่เหมือนรถบางคันที่ช้าก็เบาเร็วก็เบาจนรู้สึกว่านี่เราจับพวงมาลัยรถยนต์หรือว่าถือถุงพลาสติกอยู่กันแน่ รถคันนี้สมรรถนะดีจนบางทียังนึกสงสัยอยู่เลยว่าเมื่อมี CLA แล้วจะมี C-Class ไว้เพื่ออะไร? แต่คำตอบก็มาปรากฏเมื่อเจ้ารถคันนี้ต้องวิ่งผ่านพื้นผิวที่ไม่เรียบนี่แหละ คงต้องบอกว่าตอนถนนปกติช่วงล่างมันก็นุ่มนั่งสบายอยู่ แต่ถ้ามีลูกระนาด มีหลุมต่างๆล่ะก็ช่วงล่างมันจะรู้สึกกระด้างใกล้เคียง SLK แต่ยังรู้สึกนิ่มกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับ C-Class แล้วจะรู้สึกว่า CLA กระด้างกว่ามาก นี่แหละที่เป็นเหตุผลที่แยกกลุ่มระหว่าง CLA กับ C-Class อย่างชัดเจน โดย CLA เอาใจคนขับแต่ C-Class เอาใจคนนั่ง กลุ่มลูกค้าที่ซื้อ CLA จะเป็นกลุ่มที่มีอายุน้อยกว่า และชื่นชอบในความเร็วแบบพอประมาณ ซึ่ง CLA ก็สามารถตอบสนองการขับขี่ได้อย่างหลากหลายรูปแบบ

สรุปข้อดีของรถคันนี้ คือ สมรรถนะดีทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง เกียร์ และพวงมาลัย

ส่วนข้อเสียก็คือ การตบแต่งภายในรู้สึกดูเป็น A 250 นั่นแหละ ที่ทำให้รถขาดเอกลักษณ์ของตัวเองไป และช่วงล่างที่กระด้างซับแรงสะเทือนได้ไม่ดี ทำให้นั่งไม่สบายเท่าไหร่ ห้องโดยสารตอนหลังก็รู้สึกจะแคบไปนิดเมื่อเทียบกับ C-Class

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2557

BMW X4 สเป็ค และ ราคา

เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมาทาง BMW ประเทศไทยได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่พร้อมราคาขายมาแล้ว โดยรถยนต์รุ่นนั้นคือ BMW X4 ราคา 4.99 ล้านบาท โดยมีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างใกล้เคียงกับ BMW X6

BMW X4 ด้านหน้า
BMW X4 ด้านท้าย
โดย BMW X4 ที่วางขายในไทยมีอยู่เพียงรุ่นเดียว คือ BMW X4 xDrive 20d M Sport มีสเป็ค ดังนี้
BMW X4 xDrive 20d M Sport ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร อัตราส่วนกำลังอัด 16.5:1 ให้พละกำลัง 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมงได้ภายใน 8.0 วินาที อัตราเร่งแซง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเกียร์ห้าเท่ากับ 8.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 212 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถคันนี้มีน้ำหนัก 1,820 กิโลกรัม อัตราประหยัดน้ำมันโดยเฉลี่ยทั้งในเมืองและไฮเวย์ 18.5 ถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตร ความจุถังน้ำมัน 67 ลิตร พิสัยการเดินทาง 1,239.5-1,340 กิโลเมตร ปล่อยไอเสีย 131-141 กรัมต่อกิโลเมตร ใช้ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้วทั้งหน้าและหลัง (แต่ทาง BMW ประเทศไทยระบุว่า M Sport ฉะนั้นเวอร์ชั่นไทยน่าจะเป็นล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว คือเพิ่มชุดแต่ง M Sport มาให้เลยโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ถ้าสนใจสามารถสอบถามทาง BMW ได้โดยตรง) มิติตัวรถ กว้าง*ยาว*สูง เท่ากับ 1,881 (รวมกระจกมองข้าง 2,089) *4,671*1,624 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,810 มิลลิเมตร ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้า 1,616 มิลลิเมตร ระยะห่างระหว่างล้อคู่หลัง 1,632 มิลลิเมตร

ด้านสมรรถนะการขับขี่ Richard Bremner ของนิตยสาร Autocar UK ได้กล่าวไว้ว่า BMW X4 นั้นพร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าเสมอ เกียร์ ZF 8 สปีดทำงานได้อย่างลงตัวมากโดยเฉพาะในโหมด D โดยที่คุณจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องใช้แพ็ดเดิ้ลชิฟท์ที่พวงมาลัยช่วยในการเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้งเลย สมองกลเกียร์ทำงานได้อย่างฉับไว โดยทาง BMW อ้างว่าเกียร์ลูกนี้สามารถเปลี่ยนได้ด้วยเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 0.1 วินาที อัตราเร่งดีทั้งรอบต่ำและรอบสูงโดยคุณจะออกตัวจากจุดหยุดนิ่งด้วยรอบเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 รอบต่อนาที ก็ไม่มีปัญหา และหากมีอารมณ์อยากที่จะซิ่งคุณก็สามารถลากรอบเครื่องยนต์เกิน 4,500 รอบต่อนาทีก็ได้ อัตราเร่งก็จะไหลมาเทมาเป็นห่าฝนเช่นกัน

ด้านความรู้สึกช่วงล่าง X4 จะมีช่วงล่างนุ่มสบายกว่า Porsche Macan ที่ช่วงล่างออกจะกระด้าง ด้านการทรงตัวและการเกาะถนน BMW X4 ทำได้ดีกว่าที่ X3 และ X5 เคยทำได้ แต่ถ้าจะสาดโค้งอย่างรุนแรงเหมือน Porsche Macan ที่บุคลิกเป็นรถสปอร์ต SUV มากกว่านั้นดูท่าทางจะเป็นรอง แต่ก็นับว่า X4 จัดการกับอาการ Understeer ได้ดี การขับขี่เข้าโค้งแต่ละครั้งไม่รู้สึกว่าใหญ่หรือหนักเลย นับว่ามันเข้าโค้งได้นิ่มและมั่นคงมากหากเทียบกับ SUV ในระดับเดียวกัน ปัญหาก็คือบางครั้งพวงมาลัยก็ขาดการเชื่อมต่อกับผู้ขับขี่คือไม่ส่ง Feedback จากล้อหน้ามาถึงพวงมาลัยและตัวผู้ขับทำให้บางครั้งการคำนวณทิศทางการหักพวงมาลัยผิดพลาดไป

และที่กล่าวมานี้ก็คือความเห็นทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะอัตราเร่งและช่วงล่างของ BMW X4 20d ในต่างประเทศ ซึ่งก็พอจะเป็นแนวทางในการเลือกซื้อได้พอสมควร

Volvo V40 รถที่คุ้มค่ากับเงิน 1.6-1.9 ล้าน

Volvo V40
เมื่อก่อนนี้ผมไม่เคยสนใจในรถ Volvo เลย ถึงแม้จะรู้กิตติศัพท์ของความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถังและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย แต่ก็ยังรู้สึกว่าสมรรถนะมันไม่ใช่ ในความคิดเมื่อก่อนนั้น ถ้านึกถึง Volvo ก็จะนึกถึงคนขับเป็นตาลุงแก่ๆ หัวล้านๆ ขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน และราคา Volvo ในสมัยก่อนรู้สึกจะค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับตัวเลขสมรรถนะที่ได้ แถมได้ยินมาจากคนที่ใช้ Volvo ว่าศูนย์บริการห่วย ยิ่งเอารถไปซ่อมยิ่งมีอาการใหม่เพิ่มเข้ามาไม่รู้จักจบจักสิ้นนี่ยิ่งทำให้ไม่คิดจะเหลียวมองมันซักเท่าไหร่ แต่นั่นก็เป็นแค่เหตุการณ์ในอดีตปัจจุบันอาจจะดีขึ้นแล้วก็ได้ แต่ที่แน่ชัดที่สุดคือ Volvo ปัจุจุบันนั้นราคาถูกลง เพราะ รถยี่ห้อนี้ที่ขายในบ้านเราปัจจุบันมันถูกป้อนมาจากโรงงานในมาเลเซียเพื่อนบ้านเรานี่เอง (อยากให้เป็นอย่างนี้กับ Volkswagen, Audi บ้าง) และรถที่ถือว่าตัวเลขสมรรถนะน่าจะคุ้มค่ากับราคา 1.68-1.92 ล้านบาทมากที่สุด ก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Volvo V40 คันนี้ ที่เป็นรถรุ่นที่สลัดภาพลักษณ์รถสำหรับคนแก่ไปอย่างสิ้นเชิง ราคาแบบนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีมากหากเป็น Volvo สมัยก่อน รถคันนี้คงมีราคาเกิน 2 ล้านบาทไปแล้ว Volvo V40 มันคุ้มยังไงลองมาดูสเป็คกันก่อน

Volvo V40 ในไทยมีขายอยู่ 3 รุ่นย่อย คือ V40 T5S, V40 T5B และ V40 T5 Cross Country โดย Volvo V40 ระบุสเป็คอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ 6.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (อัตราเร่ง 0-100 ดีกว่า BMW X1 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 184 แรงม้า ที่ทำได้ 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุดเท่ากับ Subaru BRZ และดีกว่า Toyota FT86 ที่ทำได้ 226 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

ทางด้าน Volvo V40 T5B และ T5S นั้น ข้อมูลทางเทคนิคเหมือนๆกันต่างกันแค่ออปชั่นที่ได้และราคา โดย T5B มีราคาอยู่ที่ 1,680,000 บาท และ T5S มีราคาอยู่ที่ 1,820,000 บาท ทั้งคู่ใช้เครื่องยนต์เดียวกันรหัส B5204T9 เบนซิน 5 สูบ 2.0 ลิตร มีแรงม้าสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 300 นิวตัน-เมตร ที่ 2,700-5,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนล้อหน้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 12.3 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยไอเสีย 189 กรัมต่อกิโลเมตร ความจุถังน้ำมัน 62 ลิตร ความจุห้องสัมภาระ 324 ลิตร น้ำหนักรถเปล่า 1,574 กิโลกรัม พิสัยการเดินทางเมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง 762.6 กิโลเมตร

Volvo V40 T5 Cross Country ราคา 1,920,000 บาท ใช้เครื่องยนต์รหัส B5254T12 5 สูบ 2.0 ลิตร ที่ยังให้พละกำลังเท่ากับเครื่อง B5204T9 คือ แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 213 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 300 นิวตัน-เมตร ที่ 2,700-5,000 รอบต่อนาที แต่ต่างกันที่เป็น Flexfuel Engine สามารถรองรับน้ำมันแก็สโซฮอล E20 และ E85 รถรุ่นนี้ก็ขับเคลื่อนล้อหน้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเหมือนกัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือมีอัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 12.82 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยไอเสียน้อยลงที่ 182 กรัมต่อกิโลเมตร ความจุถังน้ำมันกับห้องสัมภาระเท่ากับ V40 รุ่นอื่นๆ ที่ 62 ลิตร และ 324 ลิตร แต่น้ำหนักรถเปล่าหนักขึ้นอีก 3 กิโลกรัมเป็น 1,577 กิโลกรัม มีพิสัยการเดินทางเมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง 794.84 กิโลเมตร ไกลกว่ารุ่นอื่น 32.24 กิโลเมตร

แค่ดูข้อมูลทางเทคนิคก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับราคาที่ไม่ถึง 2 ล้านแล้ว ทั้งอัตราเร่ง ความเร็วสูงสุด และอัตราประหยัดเชื้อเพลิง ก็ทำได้อย่างน่าพอใจ หากท่านเบื่อที่จะขับ Benz กับ BMW ก็ลองมอง Volvo V40 ไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกได้ ซึ่งหวังว่าครั้งหน้าคงได้มีโอกาสนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบ Mercedes-Benz GLA, BMW X1 และ Volvo V40 ในโอกาสต่อไป

ท้าย Volvo V40

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เปรียบเทียบรถกระบะ Nissan Navara NP-300, Chevrolet Colorado, Ford Ranger, Mazda BT-50 Pro

ในช่วงที่ตลาดรถกระบะซบเซาเช่นนี้ เนื่องจากราคาผลิตผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ทำให้เหล่าเกษตรกรชะลอการซื้อรถยนต์เพื่อการขนส่งและการพาณิชย์ออกไป ทำให้ค่ายรถยนต์หลายๆ ค่ายชะลอการออกวางจำหน่ายรถกระบะรุ่นใหม่ไปเป็นปี 2015 จากตอนแรกที่ตั้งใจจะวางตลาดปี 2014 เช่น Mitsubishi All New Triton และยังมี Toyota Hilux Vigo ที่ตั้งใจจะเปิดตัวปี 2015 อยู่แล้ว พร้อมกับการลดต้นทุนขนานใหญ่ จากนั้นก็คงเป็น Isuzu D-Max กับแนวทาง Downsizing กับขุมพลังใหม่ดีเซล 1.9 ลิตร ที่จะออกตามมาในปลายปี 2015 อย่างไรก็ตามในปี 2014 นี้ ก็ยังมีความเคลื่อนไหวของวงการรถกระบะอยู่บ้างที่ฮือฮาที่สุดก็คงไม่พ้นการเปิดตัว Nissan All New Navara NP-300 ที่มาพร้อมกับบุคลิกความเป็นรถยนต์นั่งมากขึ้น ในแนวทางเดียวกับ Ford Ranger และ Mazda BT-50 Pro แต่ยังยึดขุมพลัง 2.5 ลิตร ดีเซล เป็นแกนหลัก ไม่มีแนวทาง Downsizing ลดขนาดเครื่องยนต์เป็นดีเซล 2.2 ลิตร เช่น Ford กับ Mazda นอกจากนั้นก็ยังมีความเคลื่อนไหวของค่าย Chevrolet ที่ปรับปรุงเครื่องยนต์ New Duramax ขึ้นมาทำให้มีแรงม้า แรงบิดเพิ่มขึ้น โดยเครื่องยนต์ New Duramax 2.5 และ 2.8 ลิตร ได้ไปประจำการใน Chevrolet Colorado กับ Chevrolet Trailblazer และครั้งนี้ขอเปรียบเทียบกระบะทั้ง 4 รุ่น ไปเป็นแนวทางการเลือกซื้ออย่างคร่าวๆ ที่บอกว่าอย่างคร่าวๆ เพราะ ข้อมูลที่รวบรวมมานำเสนอนั้นมีที่มาต่างกันโดย Navara NP-300 ที่ยังไม่มีสื่อไหนในไทยที่ทดสอบอัตราเร่งและอัตราประหยัดน้ำมันที่แน่นอนออกมาในตอนนี้ข้อมูลจึงอ้างอิงจากสื่อต่างประเทศซึ่งความเป็นจริงอาจจะคลาดเคลื่อนกับบ้านเรา ในส่วนของ Ford Ranger กับ Mazda BT-50 ของบ้านเราที่ไม่ระบุน้ำหนักรถในโบรชัวร์ และ Chevrolet Colorado ที่ระบุน้ำหนักรถในโบรชัวร์เป็นน้ำหนักรถเปล่า 2,850 กิโลกรัม ก็เว่อร์เกิน คิดว่าตัวเลขนั้นน่าจะเป็นน้ำหนักรถ รวมน้ำหนักบรรทุกซะมากกว่า ก็ต้องอาศัยไปค้นเอาจากสื่อต่างประเทศที่สเป็คก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปเหมือนกันแต่ตัวเลขคงไม่ห่างกันมากนัก ในตอนนี้ก็เอาตัวเลขเหล่านี้ไปพิจารณาก่อน โดยรถเหล่านี้เป็นรุ่น 4 ประตู ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง เกียร์ธรรมดา 6 สปีดทุกคัน

Nissan Navara NP-300
Chevrolet Colorado
Ford Ranger
Mazda BT-50 Pro
ผลที่ออกมาทั้ง Ranger และ BT-50 นั้นใกล้เคียงกันมาก Ranger จะได้ความเร็วต้น และอัตราเร่งแซง ส่วนความเร็วสูงสุด BT-50 มากกว่านิดเดียว ส่วน Navara กับ Colorado ก็ทิ้งห่างขึ้นไปในเรื่องของความเร็ว ก็สมแล้วที่พิกัดเครื่องยนต์ใหญ่กว่าสองคู่ฝาแฝด Ford Mazda แต่ Navara ก็ยังกิน Colorado ไม่ลง จะมีที่เหนือกว่าอย่างชัดเจนก็คืออัตราเร่งแซง 7.9 วินาที นี่แหละเรียกว่าดีที่สุดในรถกระบะทั้ง 4 คัน ส่วนอัตราเร่งของ Navara รุ่น 190 แรงม้า 0-100 น่าจะไปไวกว่ารุ่น 163 แรงม้าไป 0.5 วินาที อัตราเร่งแซง 80-120 น่าจะดีกว่านิดหน่อยไม่น่าจะเร็วไปกว่า 7.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดเกิน 190 แน่นอนแต่ไม่รู้จะไปจบเท่าไหร่ ยังไงขอไม่ลงลึกในรายละเอียด เพราะ ต้องการเปรียบเทียบรุ่น 163 แรงม้าที่มีราคาใกล้เคียงกับคันอื่นมากกว่า ถ้าเป็นรุ่น 190 แรงม้า ราคาจะโดดสูงขึ้นไปมาก และอีกเรื่องที่ถึงคนทั่วไปจะไม่ใส่ใจแรงม้าแรงบิดต่อน้ำหนัก และแรงม้าแรงบิดต่อความจุกระบอกสูบ แต่ก็จะขอเทียบให้ดูโดย

เริ่มที่แรงม้าต่อน้ำหนัก Navara 91.6 แรงม้า/ตัน, Colorado 91.7 แรงม้า/ตัน, Ranger 85.62 แรงม้า/ตัน, BT-50 85.71 แรงม้า/ตัน
แรงบิดต่อน้ำหนัก Navara 226.4 NM/ตัน, Colorado 213.7 NM/ตัน, Ranger 214 NM/ตัน, BT-50 214.3 NM/ตัน
แรงม้าต่อความจุกระบอกสูบ Navara Colorado เท่ากันที่ 65.2 แรงม้า/ลิตร Ranger BT-50 เท่ากันที่ 68.18 แรงม้า/ลิตร
แรงบิดต่อความจุกระบอกสูบ Navara 161.2 NM/ลิตร, Colorado 152 NM/ลิตร, Ranger BT-50 เท่ากันที่ 170.45 NM/ลิตร

จะเห็นได้ว่าเครื่องยนต์ของ Ranger BT-50 จะให้พละกำลังคุ้มค่ากับพิกัดความจุ คือ 1 ลิตรให้กำลังถึง 68.18 แรงม้า และแรงบิด 170.45 นิวตัน-เมตร อย่างไรก็ตามการให้พละกำลังอย่างคุ้มค่านั้นก็ไม่ช่วยให้อัตราเร่ง ความเร็ว ดีกว่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรแต่อย่างใด แต่ไปช่วยในเรื่องของอัตราประหยัดน้ำมันแทนซึ่งก็สมเหตุสมผลในตัวของมันเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยว่า การส่งกำลังของเกียร์ Ford Ranger กับ Mazda BT-50 ทำได้ดีและแนบเนียนกว่า Navara และ Colorado อยู่ขั้นหนึ่ง

ในเรื่องช่วงล่างและพวงมาลัย ด้านช่วงล่างไม่ต่างกันมากนักระหว่าง Navara ที่ช่วงล่างนุ่มสบายขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อน ซึ่งก็คล้ายคลึงกับ Ranger BT-50 ที่ทำแนวนี้ออกมาก่อนแล้ว จะมีแต่ Colorado ที่ยังมีฟีลลิ่งช่วงล่างที่รู้สึกเป็นรถกระบะมากกว่าคือแข็งกว่า 3 คันที่เหลือ แต่ก็ไม่ถึงขั้นกระเด้งกระดอนจนเกินไป และรู้สึก Colorado จะเหมาะสมในการใช้งานบรรทุกมากกว่า (ความรู้สึกส่วนตัว) แต่ถ้าจะใช้งานบรรทุกจริงๆ ก็ควรซื้อ Toyota Hilux Vigo, Isuzu D-Max ตัวมาตรฐานไม่มีแค็บหลังนั่นแหละเหมาะสุดแล้ว ด้านฟีลลิ่งพวงมาลัยมีแต่ Mazda BT-50 Pro นี่แหละ พวงมาลัยจะเบาไปไหน จะว่าไปพวงมาลัยเบาคงเป็นแนวทางของ Mazda ไปแล้วเป็นมันทั้ง Mazda 2, 3, CX5, BT-50 ดีไม่ลามไป MX-5 ด้วย ก็คงต้องยอมรับว่าทาง Mazda คงตอบสนองลูกค้ากลุ่มที่ขับใช้งานในเมืองเป็นหลัก เลยปรับเซ็ตให้พวงมาลัยเบาขับง่าย แต่ขับบนไฮเวย์ด้วยความเร็วสูงนี่รู้สึกเบาเป็นปุยนุ่น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ไม่ควรจะขับเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถกระบะกับความเร็วคงไม่เป็นสิ่งที่ปรารถนาสำหรับคนที่นั่งมากับคุณแน่ ส่วนอีก 3 คันที่เหลือก็ไม่มีอะไรจะบ่น จะมีแต่เรื่องความแม่นยำของพวงมาลัย Colorado นี่แหละที่ดูแล้วยังไม่คมเท่าไหร่แต่ก็ไม่สร้างปัญหาเท่าไหร่เพราะมันยังมีความเที่ยงตรงหลงเหลืออยู่ซัก 80% Navara ก็เหมือนกับว่าจะเพอร์เฟ็คแต่ช่วงความเร็วสูงก็รู้สึกเบาเกินไปอยู่ดีแต่ไม่แย่เท่า BT-50 ส่วน Ford Ranger ลงตัวทั้งน้ำหนักและทิศทางความแม่นยำแต่ระยะฟรีของพวงมาลัยยังรู้สึกแปลกๆ ขัดๆ อยู่บ้าง อ้าวไปๆมาๆ นี่บ่นมันครบทุกคันเลย แต่ถ้าให้เรียงลำดับฟีลลิ่งพวงมาลัยยังให้ Ford Ranger ดีที่สุดตามมาด้วย Navara อันดับสอง, Colorado อันดับสาม และ BT-50 รั้งท้าย

สรุปโดยรวมคันไหนดีกว่ากัน ก็ยังบอกไม่ได้เพราะสมรรถนะไม่ห่างกันมากนัก ต่างกันเพียงจุดทศนิยมเท่านั้น แต่ถ้าให้เรียงลำดับโดยความรู้สึกส่วนตัวผมขอเรียงลำดับดังนี้
1. Navara, 2. Ranger, 3. Colorado, 4. BT-50

ส่วนเรื่องศูนย์บริการผมให้
1. Nissan, 2. Mazda, 3. Chevrolet, 4. Ford
เรียงลำดับตามนี้
เท่ากับว่าในใจเลือก Navara ไปแล้วแต่ยังทนรอ All New Triton กับ Hilux Vigo แค่นั้นเอง

Mazda BT-50 Pro Service Manual+Wiring Diagram

อ่านรีวิว เปรียบเทียบ All New Triton VS. Navara NP-300

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิว Nissan X-Trail 2014 เวอร์ชั่นนอก

Nissan X-Trail
ในวันนี้จะมารีวิว SUV อีกรุ่นที่น่าสนใจ และออกวางขายที่เมืองนอกมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว นั่นก็คือ Nissan X-Trail ซึ่งยังไม่รู้ราคาและสเป็คที่แน่นอนของเมืองไทยและยังไม่รู้จะวางขายอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่แต่ก็ได้ข่าวมาว่าน่าจะเป็นเดือนพฤศจิกายน 2014 นี้ ซึ่งทางนิสสันประเทศไทยก็ได้เชิญสื่อมวลชนไปทดสอบเจ้า All New X-Trail ถึงประเทศญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามี feedback ที่ดีพอสมควรจากสื่อมวลชนที่ไปทดสอบ แต่ก็ยังชี้ชัดไปไม่ได้เพราะที่ทดสอบกันอยู่นั้นเป็นเวอร์ชั่นญี่ปุ่น หากเป็นเวอร์ชั่นไทยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงพิกัดเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังให้แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามก็ขอเสนอเป็นไกด์ไลน์ไว้คร่าวๆ ก่อนที่เวอร์ชั่นไทยจะมา คาดการณ์สเป็คโดยอิงจากประเทศเพื่อนบ้านของเราคืออินโดนีเซีย ซึ่งรถหลายๆ รุ่นที่วางขายอยู่ในบ้านเรา ส่วนใหญ่ก็ผลิตและนำเข้าจากประเทศนี้ โดย Nissan X-Trail มีวางขายอยู่ 3 รุ่นย่อยคือ 2.0 MT, 2.0CVT และ 2.5CVT มีสเป็คดังนี้

รุ่นพิกัดความจุ 2.0 ลิตร เกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ CVT ใช้เครื่องยนต์รหัส MR20DD 4 สูบ 16 วาล์ว ร่วมกัน ให้พละกำลังสูงสุด 144 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 200 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า โดยรุ่นเกียร์ธรรมดามีน้ำหนักรถที่ 1,501 กิโลกรัม ส่วนรุ่นเกียร์ CVT มีน้ำหนักที่ 1,538 กิโลกรัม โดยทั้งคู่ใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

รุ่นพิกัดความจุ 2.5 ลิตร มีแต่เกียร์ CVT ให้เลือก และใช้เครื่องยนต์รหัส QR25DE 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 171 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 233 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ใช้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว มีน้ำหนักรถที่ 1,561 กิโลกรัม และคาดว่าน่าจะออกรุ่น 4WD ตามมาทีหลัง ณ ตอนนี้ ที่อินโดนีเซียก็ยังมีขายแต่รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า

หลังจากดูสเป็คกันแล้วก็คาดว่าในเวอร์ชั่นไทยก็ไม่น่าจะต่างจากนี้มากนักดูไปก็น่าจะเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจอยู่และมีพละกำลังเหลือเฟือให้ใช้ในชีวิตประจำวันได้สบายๆ โดยสมรรถนะการขับขี่นั้นสื่อมวลชนที่ไปทดสอบรถที่ญี่ปุ่นกล่าวว่า รถคันนี้เป็นรถที่ขับสบาย ช่วงล่างนุ่มและเฟิร์มกำลังดี เป็นรถที่เน้นนั่งสบายเป็นหลักจึงมีบุคลิกช่วงล่างกระเดียดไปทาง Honda CRV และ Chevrolet Captiva จะต่างกับ Mazda CX5 และ Subaru XV ที่ออกแนวสปอร์ต ส่วนเรื่องน้ำหนักพวงมาลัย จะเป็นพวงมาลัยที่เบากำลังดีในแบบของ Nissan Teana แต่โดยส่วนตัวผมว่า Teana ก็ยังรู้สึกเบาไปอยู่ดี ผมชอบพวงมาลัยหนักๆ แบบ Chevrolet Optra ที่หลายคนบ่นว่าหนักเกินไปนั่นแหละ สำหรับผมที่เรียกว่าหนักได้ก็คือพวงมาลัยรถสปอร์ตแบบ Lotus Elise รุ่นเก่าที่ไร้ระบบเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรง (ไม่แน่ใจว่า Elise รุ่นใหม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์หรือเปล่า แต่เหมือนกับว่าจะยังไม่มี) หรือ พวงมาลัยของพวกรถพ่วง รถสิบล้อนั่นแหละถึงเรียกว่าหนัก เรื่องอัตราเร่ง ความสนุกในการขับขี่ และอัตราสิ้นเปลือง ในพิกัด 2.0 ลิตร อาจจะยังสู้ CX5 ไม่ได้ แต่รุ่น 2.5 ลิตรยังไม่แน่ อย่างไรก็ตามรุ่น 2.0 ลิตร ก็ถือว่าทำได้ดีแล้ว เป็นรถที่นั่งสบาย มีอัตราเร่งและความสนุกในการขับพอใช้ และท่าทางจะเป็นรถที่ขับดีกว่า Honda CRV กับ Chevrolet Captiva ไปแล้วด้วย

ด้านท้ายของ Nissan X-Trail